|

ปุ๋ยหมัก
ปุ๋ยหมักเป็นปุ๋ยที่รู้จักกันดีในสมัยปู่ย่า ตาทวด เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีปุ๋ยวิทยาศาสตร์หรือปุ๋ยเคมี หรืออาจมีแต่ยังไม่มีใครใช้อย่างแพร่หลาย ประกอบกับยังไม่เป็นที่ยอมรับกันของบุคคลในสมัยนั้น ดังนั้นชาวนา ชาวสวน หรือกสิกรในสมัยนั้นจึงนิยมใช้ปุ๋ยหมักกันอย่างกว้างขวาง เพราะหาหรือทำขึ้นใช้ได้ง่าย และถือกันว่า
"ใส่ปุ๋ยหมักวันนี้เป็นการสะสมของมีค่าไว้ในวันหน้า" และยิ่งไปกว่านั้นบางกรณียังถือว่า เป็นการสะสมมรดกไว้ให้ลูกหลานอีกด้วย ทั้งนี้เพราะการใส่ปุ๋ยหมักนั้นเป็นการสะสมอาหารพืช และบำรุงดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชอยู่เสมอ ปราศจากการเสี่ยงต่อการสูญเสียคุณสมบัติที่ดีของดินแต่อย่างใด มีแต่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น ๆ อย่างสม่ำเสมอปีแล้วปีเล่าในปัจจุบันจะพบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่หันไปนิยมใช้ ปุ๋ยวิทยาศาสตร์หรือปุ๋ยเคมีกันเสียหมด และเมื่อไม่นานมานี้เองปรากฏว่าปุ๋ยวิทยาศาสตร์นั้นเมื่อใช้ไปนาน ๆ เข้ามักมีผลทำให้คุณภาพของดินเสื่อมลงประกอบกับปุ๋ยวิทยาศาสตร์มีราคาแพง ขึ้นเรื่อย ๆ การใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์บางครั้งไม่คุ้มกับทุนที่เสียไป ดังนั้นปัจจุบันปุ๋ยหมักจึงเป็นปุ๋ยที่มีผู้หันมานิยมใช้กันอีกครั้งหนึ่ง (สมศักดิ์ วังใน , 2521) ประวัติความเป็นมาและการส่งเสริมการทำและการใช้ปุ๋ยหมัก วรรณลดา สุนันทพงศ์ศักดิ์ และคณะ (2529: 1-3) ได้สรุปประวัติความเป็นมาของการทำปุ๋ยหมักไว้ว่า มนุษย์ได้รู้จักทำและใช้ปุ๋ยหมักมาตั้งแต่เมื่อพันกว่าปีล่วงมาแล้วในสมัย จักรวรรดิอัคคาเดียน โดยเริ่มมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการเพาะปลูกบริเวณที่ราบลุ่มเมโสโปเตเมีย และต่อมาในสมัยโรมันและกรีกก็มีหลักฐานพอที่จะกล่าวได้ว่ามีการใช้สาร อินทรียวัตถุใส่ลงไปในแปลงเพาะปลูกพืช และมีการกองเศษพืชเพื่อจะนำไปใช้ (ซึ่งในปัจจุบันก็คือการกองปุ๋ยหมัก) การทำปุ๋ยหมักก็ได้มีการแพร่กระจายและมีการปรับปรุงวิธีการทำมาโดยตลอด ซึ่งพอจะสรุปตามลำดับได้ดังนี้
ปี ค.ศ. 1921 Sir Albert Howard ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการใช้อินทรียวัตถุให้เป็นประโยชน์ ได้ปรับปรุงและตั้งแนวทางในการทำปุ๋ยหมักไว้ว่า การทำปุ๋ยหมักที่ดีควรใช้เศษพืชต่อมูลสัตว์ในอัตรา 3:1 รวมถึงการวางเศษพืชและมูลสัตว์เป็นชั้น ๆ โดยมีการกลับกองปุ๋ยด้วย ซึ่งเรียกวิธีการนี้ว่า Indore method และต่อมาสถาบัน India Coordinated Agronomic Research Project(ICAR)ที่เมือง Bangalore ในประเทศอินเดีย ได้ปรับปรุงวิธีการใหม่โดยอาศัยกระบวนการย่อยสลายในสภาพที่ไม่มีอากาศโดยเอา ดินมาปะรอบกองปุ๋ยหมัก การย่อยสลายจึงเกิดขึ้นช้าแต่ไม่ต้องดูแลรักษามากนัก ใช้เวลานานในการทำปุ๋ยหมัก วิธีการนี้เรียกว่า Bangalore method ในระหว่างปี ค.ศ. 1920-1930 Dr. Giovanni Beccari ชาวอิตาลีได้คิดค้นวิธีการนำเครื่องจักรมาใช้ในกระบวนการทำปุ๋ยหมักจากขยะ จากบ้านเรือน และได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในทวีปยุโรป วิธีการนี้อาศัยกระบวนการย่อยสลายแบบไม่มีอากาศในตอนแรก และในขั้นสุดท้ายปล่อยให้เกิดการย่อยสลายแบบที่ต้องการอากาศ ซึ่งต่อมาเรียกกรรมวิธีนี้ว่า Beccari process ต่อมาในประเทศฝรั่งเศสได้ดัดแปลงกระบวนการนี้ โดยมีเครื่องมือสำหรับพ่นอากาศให้มีการถ่ายเท และมีการระบายของเหลวที่มีอยู่เรียกกรรมวิธีนี้ว่า Verdier process ปี ค.ศ. 1932 ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้มีการใช้วิธี VAM processโดยยึดวิธีการ Indore process เป็นหลักโดยใช้ขยะเทศบาลเป็นวัสดุในการทำปุ๋ยหมัก โดยกองยาวและสูง มีการระบายน้ำออกแล้วนำกลับไปพ่นลงในกองอีกครั้งหนึ่ง และอาศัยเครื่องมือสำหรับบดขยะให้ละเอียด
ปี ค.ศ.1935 Scott และคณะ เริ่มต้นศึกษาถึงข้อมูลเกี่ยวกับปุ๋ยหมักโดยละเอียดในด้านความปลอดภัยต่อ เชื้อโรคในกองปุ๋ยหมักที่ภาคเหนือของประเทศจีน แต่ต้องหยุดชะงักไปเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง จนปี ค.ศ 1951 จึงได้เสนอผลงานที่ได้ศึกษาไว้เกี่ยวกับการใช้อุจจาระใส่ร่วมลงไปในกองปุ๋ย หมักเพื่อใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ ปี ค.ศ. 1942 ในประเทศสหรัฐอเมริกา J.I. Rodale ได้ส่งเสริมให้มีการทำและใช้อินทรียวัตถุเพื่อทำการเพาะปลูกโดยยึดวิธีการ Indore process และได้ทดลองเพื่อหาข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมตั้งแต่นั้นมาก็ได้มีการค้นคว้าวิจัยในแนวทางต่างๆและมีการปรับ ปรุงและวิวัฒนาการมาโดยตลอด สำหรับการส่งเสริมการทำปุ๋ยหมักในประเทศไทยนั้น จากการตรวจเอกสารไม่อาจทราบได้ว่าเริ่มต้นส่งเสริมกันมาตั้งแต่เมื่อใดอย่าง ชัดเจน ทราบแต่เพียงว่าพระยาเทพศาสตร์สถิตย์ (2471: 645-646) ได้เขียนแนะนำเรื่องปุ๋ยคอกไว้ในบทความเรื่อง หลักเพาะปลูกสังเขปตอนที่ 4 ในหนังสือกสิกร อันเป็นหนังสือที่เกษตรกรนิยมอ่านในสมัยนั้น แต่ไม่ได้มีการกล่าวถึงเรื่องปุ๋ยหมัก และในสมัยนั้น จรูญ สืบแสง (2471: 583) ได้เขียนไว้ในบทความเรื่อง สันติสุขของชาวนาในหนังสือกสิกรว่า ปุ๋ยที่ใช้อยู่ทุกวันนี้แบ่งออกเป็นสองประเภทคือปุ๋ยธาตุผสม (commercial fertilizers) ซึ่งมีการซื้อขายกันตามประเทศต่าง ๆ และปุ๋ยที่ได้มาจากสัตว์และต้นไม้ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยสด ปุ๋ยเศษพืช ปุ๋ยผัก พืชและหญ้าที่เน่า และถ่านเถ้าของไม้ ใบไม้ และหญ้า ผาย เทพสิทธา (2485: 262) ได้เขียนบทความเรื่องการปลูกพืชผักสวนครัว ตอนหนึ่งได้กล่าวถึงหลุมปุ๋ยว่า ถ้าหาปุ๋ยยากควรทำหลุมปุ๋ยไว้ข้าง ๆ สวนสัก 2 หลุมเพื่อหลุมหนึ่งเต็มจะได้ใช้อีกหลุมหนึ่ง หลุมปุ๋ยควรอยู่ที่สูงอย่าให้น้ำท่วมได้ หลุมปุ๋ยที่ดีควรกรุข้าง ๆ ด้วยอิฐ หิน ซีเมนต์ หรือไม้กระดานก็ได้ฤดูฝนควรมีอะไรปิดปากหลุมด้วย หลุมปุ๋ยนี้สำหรับเก็บปุ๋ยกากสวนหรือปุ๋ยพืช เช่น ใบไม้ใบหญ้าต่างๆ ที่จะผุพังเป็นปุ๋ยต่อไป ซึ่งก็เป็นวิธีหนึ่งในการทำปุ๋ยหมักต่อมาในปัจจุบัน เริ่ม บูรณฤกษ์ (2487: 24-28) ได้เขียนบทความเรื่องการหมักขยะมูลฝอยและอุจจาระเพื่อใช้เป็นปุ๋ย ซึ่งนับว่าเป็นการเขียนอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำปุ๋ยหมักจากขยะมูลฝอยขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เริ่ม บูรณฤกษ์ (2491: 404) ได้เขียนบทความเรื่อง ข้อแนะนำการขาดแคลนปุ๋ยไนโตรเจนว่า ควรใช้ปุ๋ยกากพืชและสัตว์ เช่น ทำปุ๋ยหมักจากกากพืชต่าง ๆผสมกับปุ๋ยคอก เพราะว่าปุ๋ยหมักเป็นปุ๋ยที่เหมาะแก่พืชทั่ว ๆ ไป ซึ่งนับว่าเป็นข้อแนะนำปุ๋ยหมักสำหรับใช้ในไร่นาโดยตรงเป็นครั้งแรก อรุณ ทรงมณี (2498: 422) ได้เขียนบทความเรื่องปัญหาของดินเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้ดินเสื่อมคุณภาพว่า สาเหตุประการที่ 4 คือการหมดไปซึ่งพืชวัตถุในดิน พืชวัตถุหรืออินทรียวัตถุนั้นถือเป็นชีวิตจิตใจของดิน เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ดินอุดมร่วนซุยและดูดน้ำได้ดี ทั้งตัวพืชวัตถุเองก็ค่อย ๆ ละลายเป็นอาหารของพืชที่ปลูกและจุลินทรีย์ในดินอีกด้วย เกษตรกรจะสังเกตเห็นว่าดินที่บุกเบิกป่าใหม่ ๆ ปลูกพืชอะไรก็ขึ้นได้งอกงามและได้ผลดีทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะพื้นที่นั้นมีพืชวัตถุมากจนดินมีสีดำ ครั้นเมื่อทำไร่ทำนามานานปีเข้าดินก็จะขาวขึ้นทุกปี เพราะพืชวัตถุได้ร่อยหรอไป ดินจะแน่นมากขึ้นและอมน้ำได้น้อย ฝนตกลงมาก็จะไหลบ่าไปบนพื้นดินเพราะซึมลงไปในดินไม่สะดวก จึงชะล้างผิวดินให้ไหลไปกับน้ำด้วย ทำให้การปลูกพืชได้ผลน้อยลงไปเป็นลำดับ ฉะนั้นการเพิ่มพืชวัตถุให้แก่ดินจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งพืชวัตถุหรืออินทรียวัตถุที่กล่าวถึงนั้นก็คือปุ๋ยหมักนั่นเอง กรมกสิกรรม (2509: 36-37) ได้เริ่มทดลองการทำปุ๋ยหมักโดยใช้ต้นข้าวโพด ผักตบชวา และฟางข้าว ส่วนมูลสัตว์ใช้มูลไก่และมูลโค อัตราส่วนเศษพืชต่อมูลสัตว์เท่ากับ 3:1 โดยน้ำหนัก หมักในถังซีเมนต์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะศึกษากรรมวิธีการผลิตปุ๋ยหมัก ในรูปแบบต่าง ๆ และได้ดำเนินการต่อมาอีกในปี พ.ศ. 2510 กรมส่งเสริมการเกษตร (2518: 113) ได้เริ่มมีการแนะนำสาธิตการทำปุ๋ยหมักขึ้นเป็นครั้งแรกใน 16 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และได้ดำเนินการส่งเสริมสืบเนื่องติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ.2544) ปี พ.ศ. 2524 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินดำเนินการตามโครงการเร่ง รัดปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ (ปุ๋ยหมัก) เพื่อเร่งรัดให้เกษตรกรทำปุ๋ยหมักขึ้นใช้เองโดยใช้สารเร่ง ใช้งบประมาณ 10.2 ล้านบาท จากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ซึ่งได้ดำเนินการสาธิตและส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยหมักได้จำนวน 50,000 ตัน ในพื้นที่ 26 จังหวัด (สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,2526:5-6)
ปี พ.ศ. 2527 ปุ๋ยเคมีมีราคาสูงขึ้นและผลผลิตของเกษตรกรนับวันจะตกต่ำลงเป็นอย่างมาก รัฐบาล จึงได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย จัดทำโครงการรณรงค์การทำปุ๋ยหมักเพื่อลดต้นทุนการผลิต ปี 2528 ในพื้นที่ 73 จังหวัดทั่วประเทศ ใช้งบประมาณจำนวน 10.5 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อสารเร่งจำนวน 190,000 ชุด ส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปผลิตปุ๋ยหมักต่อไป และโครงการนี้ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการต่อไปอีก 1 ปีในปี พ.ศ. 2529 (ปรัชญา, 2529: 17-19) ปี พ.ศ.2530 กรมส่งเสริมการเกษตรยังคงดำเนินการส่งเสริมปุ๋ยหมักตามปกติ แต่ไม่ได้เน้นหนักเหมือนปี พ.ศ.2528-2529 จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ.2544)
ปุ๋ยหมักคืออะไร ปุ๋ยหมักคือปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ได้จากการนำเอาเศษซาก พืชเช่นฟางข้าว ต้นข้าวโพด ต้นถั่วต่าง ๆ ซังข้าวโพด หญ้าแห้ง ผักตบชวา ของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมตลอดจนขยะมูลฝอยตามบ้านเรือนมาหมักร่วมกับ มูลสัตว์ ปุ๋ยเคมีหรือสารเร่งประเภทจุลินทรีย์ เมื่อหมักโดยใช้ระยะเวลาหนึ่งแล้วเศษพืชจะเปลี่ยนสภาพจากของเดิมเป็นผง เปื่อยยุ่ยมีสีน้ำตาลปนดำนำไปใส่ในไร่นาหรือพืชสวนเช่นไม้ผล พืชผักหรือไม้ดอกไม้ประดับได้
ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก 1.ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินโดยจะเป็นแหล่งแร่ธาตุอาหารที่จะปลดปล่อยออกมาให้แก่ต้นพืชอย่างช้า ๆ และสม่ำเสมอ 2.ให้ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม ฯลฯ ที่มีประโยชน์ต่อพืช 3. ทำให้คุณสมบัติของดินดีขึ้นโดยทำให้ดินอุ้มน้ำหรือดูดความชื้นไว้ให้พืชได้มากขึ้น 4. ทำให้ดินมีการระบายน้ำและอากาศถ่ายเทได้ดี 5.ช่วยลดการจับตัวเป็นแผ่นแข็งของหน้าดินทำให้การงอกของเมล็ดหรือการซึมของ น้ำลงไปในดินสะดวกขึ้น ตลอดจนช่วยลดการไหลบ่าของน้ำเวลาฝนตก 6.ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมโดยเป็นการนำเศษวัสดุทางการเกษตรที่เหลือทิ้งแล้วกลับมาใช้เป็นประโยชน์ได้อีก
วัสดุที่ใช้ทำปุ๋ยหมัก เมื่อได้ทราบถึงประโยชน์ของปุ๋ยหมักแล้ว ถ้าคิดอยากจะทำปุ๋ยหมักขึ้นมาจะใช้วัสดุอะไรทำได้บ้าง มีวัสดุมากมายหลายชนิดที่สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยหมักได้ ให้พิจารณาดูว่าในท้องถิ่นนั้นมีวัสดุชนิดไหนมากก็ให้ใช้วัสดุชนิดนั้นนำมา ทำปุ๋ยหมัก โดยในการทำปุ๋ยหมักอาจจะใช้เศษพืชเพียงชนิดเดียวหรือหลาย ๆชนิดผสมกันก็ได้ ซึ่งพอจะจำแนกวัสดุที่สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยหมักได้ดังนี้ 1. เศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ได้แก่เศษวัสดุที่เหลือทิ้งจากไร่นา เช่น ฟางข้าว ต้นข้าวโพด ต้นถั่วต่าง ๆ เศษวัชพืช ซังข้าวโพด ใบอ้อย ต้นปอ เศษกก ใบไม้ ฯลฯ 2.เศษวัสดุที่เหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมเช่นกากอ้อย กากสับปะรด กากมันสำปะหลัง แกลบ ขี้เลื่อย ขุยมะพร้าว เปลือกผลไม้ กากปลาจากโรงงานน้ำปลา ตลอดจนเศษเนื้อ ต่าง ๆ เป็นต้น 3. เศษขยะที่มีอยู่แล้วทุกครัวเรือน 4. วัชพืชน้ำ เช่น ผักตบชวา จอก แหน และ สวะในแม่น้ำลำคลอง 5. มูลสัตว์ชนิดต่าง ๆ ตลอดจน หน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ 6.ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ เพื่อใช้เร่งให้เศษพืชสลายตัวเป็นปุ๋ยหมักได้เร็วยิ่งขึ้น 7. สารเร่งประเภทจุลินทรีย์ ( สารตัวเร่งสำหรับผลิตปุ๋ยหมัก) เพื่อช่วยย่อยให้เศษพืชสลายตัวเป็นปุ๋ยหมักได้เร็วขึ้น
ควรเลือกกองปุ๋ยหมักไว้ที่ไหนดี เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าในการทำปุ๋ยหมักนั้นจำเป็นต้องใช้เศษพืช น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานในการจัดทำ ดังนั้นจึงมีหลักในการพิจารณาคัดเลือกสถานที่ ๆจะทำกองปุ๋ยหมักดังนี้คือ 1. ควรเลือกที่จัดทำกองปุ๋ยหมักให้อยู่ใกล้แหล่งที่มีเศษพืชมากที่สุด เช่นลานนวดข้าว ลานสีข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่วเขียว ลานตากเมล็ดพืชหรือแหล่งที่สะสมหรือที่ทิ้งเศษพืช 2. พยายามเลือกที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ (ถ้าเลือกได้) แต่ต้องมีระยะห่างพอควรจากแหล่งน้ำที่ใช้ในการบริโภค 3. ควรเลือกที่ดอน หลีกเลี่ยงที่ลุ่มมีน้ำขัง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็จำเป็นต้องถมดินกลบพื้นที่ให้เรียบเสียก่อนทำการกองปุ๋ยหมัก 4. ลานกองปุ๋ยหมักควรอยู่ใกล้กับแหล่งที่จะนำปุ๋ยหมักไปใช้เพื่อสะดวกในการขนส่ง
รูปแบบการกองปุ๋ยหมัก รูปแบบการกองและขนาดของกองปุ๋ยหมักจะใช้แบบใดก็ได้ขอให้สะดวกในการกอง ปฏิบัติและดูแลรักษา และเหมาะกับสภาพพื้นที่เป็นสำคัญ โดยถ้าหากมีเศษพืชมากก็กองขนาดใหญ่ได้แต่ถ้ามีเศษพืชน้อยก็กองขนาดให้เล็กลง มาเท่าที่มีเศษพืชอยู่ ในที่นี้ขอแนะนำรูปแบบการกองปุ๋ยหมัก 3 รูปแบบคือ 1. กองบนพื้นดินธรรมดา วิธีนี้เป็นวิธีที่สะดวกและง่ายที่สุด เหมาะสำหรับสภาพพื้นที่ที่ราบเรียบไม่มีน้ำขังหรือน้ำท่วมถึง พื้นอาจเป็นพื้นดินธรรมดาหรือพื้นซีเมนต์ก็ได้ ขนาดของกองควรกว้าง 2-3 เมตร ความยาวไม่จำกัด โดยทั่วไปใช้ 4-6 เมตร ความสูงประมาณ 1-1.5 เมตร 2. กองในคอก วิธีนี้เหมาะสำหรับการกองไว้บริเวณบ้านเพื่อความสวยงามและกันสัตว์มาคุ้ย เขี่ยทำให้บ้านเรือนสะอาด เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการทำปุ๋ยหมักเป็นการถาวรคือกองปุ๋ยหมักได้ตลอด ทั้งปีในคอกนี้โดยลงทุนเพียงครั้งเดียวใช้ได้นานหลายปี โดยคอกที่สร้างอาจจะสร้างคอกด้วยไม้ อิฐบล๊อค หรือซีเมนต์ โดยสร้างคอกให้มีขนาดกว้างxยาวxสูง = 2x4x1 เมตร หรือ 3x6x1 เมตร และกองปุ๋ยหมักเพียง ¾ ของคอก ส่วนที่เหลือ ¼ ของคอกใช้สำหรับเป็นพื้นที่ในการกลับกองปุ๋ยหมัก 3. กองในหลุม วิธีนี้เหมาะสำหรับในพื้นที่ดอนหรือลาดเทเล็กน้อยและขาดแคลนน้ำ การกองปุ๋ยหมักในหลุมจะทำให้การระเหยของน้ำลดน้อยลงทำให้ลดการให้น้ำในระยะ หลังจากที่กองเสร็จแล้ว หลุมอาจเป็นหลุมดินหรือหลุมซีเมนต์ โดยอาจจะกองหลุมเดียวหรือกองสองหลุมก็ได้ โดยขุดหลุมให้มีขนาด กว้างxยาวxลึก = 2x4x0.5–1.0 เมตร หรือ 3x6x1 เมตร กองปุ๋ยหมักเพียงครึ่งเดียว พื้นที่ส่วนที่เหลือสำหรับใช้ในการกลับกองปุ๋ยหมักกรณีกองหลุมเดียว ถ้ากองสองหลุมก็สามารถกองปุ๋ยหมักให้เต็มหลุมได้ ส่วนอีกหลุมหนึ่งใช้สำหรับในการกลับกองปุ๋ย
วิธีการกองปุ๋ยหมัก การกองปุ๋ยหมักสามารถทำได้ 4 วิธีคือ 1. กองปุ๋ยหมักแบบใช้เศษพืชเพียงอย่างเดียว วิธีนี้เหมาะสำหรับกรณีที่หาซื้อมูลสัตว์ ปุ๋ยเคมีหรือสารเร่งประเภทจุลินทรีย์ (สารตัวเร่งสำหรับผลิตปุ๋ยหมัก) ในท้องถิ่นไม่ได้ วิธีนี้ให้นำเศษพืชที่มีอยู่มากองรวมกันขึ้นย่ำให้แน่นขณะเดียวกันก็รดน้ำ ให้ชุ่มให้น้ำแทรกซึมเข้าไปทั่วทุกส่วนของเศษพืช(การให้น้ำในระยะแรกนี้ สำคัญมากกว่าการให้น้ำในระยะหลัง ๆ เพราะถ้ารดน้ำให้พอดีก็จะทำให้การสลายตัวของเศษพืชเป็นไปด้วยดีโดยอาจจะมี การให้น้ำครั้งหลัง ๆเพิ่มเติมเล็กน้อยเท่านั้น)โดยกองให้มีขนาดกว้าง 2-3 เมตร สูง 1-1.5 เมตร ความยาวไม่จำกัดแล้วแต่ปริมาณเศษพืชที่มีอยู่แล้วใช้หน้าดินทับให้หนาประมาณ 1 นิ้วเพื่อกันความชื้นระเหยและป้องกันเศษพืชปลิวไปกับลม หลังจากนั้นให้ใช้ทางมะพร้าวหรือถุงปุ๋ยเก่า ๆคลุมทับไว้เพื่อกันสัตว์มาคุ้ยเขี่ยและรักษาความชื้น 2. กองปุ๋ยหมักแบบใช้เศษพืชผสมมูลสัตว์ต่าง ๆ โดยใช้เศษพืช:มูลสัตว์ = 10:1 โดยน้ำหนัก โดยกองเศษพืชให้มีความกว้าง 2-3 เมตร สูง 1-1.5 เมตร ความยาวไม่จำกัด ทำประมาณ 3-4 ชั้น แต่ละชั้นสูงประมาณ 25-30 เซนติเมตรชั้นบนสุดเอาหน้าดินทับให้สูงประมาณ 1 นิ้วเพื่อป้องกันน้ำระเหยและป้องกันเศษพืชปลิวไปกับลมหลังจากนั้นใช้ทาง มะพร้าวหรือถุงปุ๋ยเก่า ๆคลุมทับไว้เพื่อป้องกันสัตว์มาคุ้ยเขี่ยและรักษาความชื้น 3. กองปุ๋ยหมักแบบใช้เศษพืชผสมมูลสัตว์และปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุไนโตรเจน โดยใช้อัตราส่วน เศษพืช:มูลสัตว์:ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุไนโตรเจน = 100:20:1 โดยน้ำหนัก วิธีการทำเหมือนวิธีการทำปุ๋ยหมักวิธีที่ 2 เพียงแต่หว่านปุ๋ยเคมีแทรกเข้าไปในระหว่างแต่ละชั้นของกองปุ๋ยหมักเท่านั้น เพื่อช่วยเร่งการย่อยสลายตัวของเศษพืชให้เป็นปุ๋ยหมักได้เร็วขึ้น 4. กองปุ๋ยหมักแบบใช้สารเร่งประเภทจุลินทรีย์ สารเร่งประเภทจุลินทรีย์(สารตัวเร่งสำหรับผลิตปุ๋ยหมัก) ที่สามารถใช้ในการผลิตปุ๋ยหมักมีหลายชนิด เช่น พด.1 ไบโอนิค เอฟ 60 ฯลฯ การกองปุ๋ยหมักแบบนี้มีข้อแม้ว่าจะต้องกลับกองปุ๋ยหมักบ่อยครั้งคือทุก 7-10 วัน ประมาณ 4-5 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 1-1½ เดือน ก็เป็นปุ๋ยหมักนำไปใช้ได้ ทั้งนี้ระยะเวลาในการสลายตัวเป็นปุ๋ยหมักจะช้าหรือเร็วขึ้นกับชนิดของเศษพืช และการดูแลรักษากองปุ๋ยหมักด้วย
วิธีการทำปุ๋ยหมักโดยใช้สารเร่งประเภทจุลินทรีย์ 1. เตรียมสารเร่งประเภทจุลินทรีย์ นำสารเร่ง พด.1 ละลายในน้ำธรรมดาจำนวน 40 ลิตร (2 ปี๊บ) ในภาชนะที่เหมาะสมแล้วทำการคนนานประมาณ 15-30 นาทีเพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์กระจายอย่างทั่วถึงก่อนนำไปราดบนกองปุ๋ยหมัก และขณะราดต้องคอยคนตลอดเวลาเพื่อป้องกันการตกตะกอนหรืออาจจะใช้สารเร่ง ประเภทจุลินทรีย์ที่ภาคเอกชนผลิตเช่นไบโอนิค เอฟ 60 ฯลฯแทนก็ได้ 2. ถ้าเป็นเศษพืชชิ้นเล็ก ๆ เช่น กากอ้อย ขุยมะพร้าว ขี้เลื่อย แกลบ เปลือกถั่ว ซังข้าวโพดป่น ฯลฯ ให้นำเศษพืช มูลสัตว์และปุ๋ยยูเรีย ตามอัตราส่วนที่กำหนดคลุกเคล้าให้เข้ากันพร้อมรดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าให้โชก เสร็จแล้วกองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 2–3 เมตร ยาวเท่าใดไม่จำกัด แล้วแต่เศษพืชมากหรือน้อย สูงประมาณ 1-1.5 เมตร หรือกองเป็นรูปโดมก็ได้ แล้วใช้ไม้ไผ่เสี้ยมปลายให้แหลมเจาะเป็นรูบนผิวของกองปุ๋ยหมักขนาดเส้นผ่า ศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร แต่ละรูให้ห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร ความลึกของรูแล้วแต่ความเหมาะสม แล้วจึงเทสารละลายของสารเร่งประเภทจุลินทรีย์ลงไปในแต่ละรูที่เตรียมไว้แล้ว ปิดรูด้วยเศษพืช 3. ถ้าเป็นเศษพืชชิ้นใหญ่ ๆ เช่น ฟางข้าว เศษวัชพืช ต้นข้าวโพด ต้นอ้อย ต้นถั่ว ต้นยาสูบไส้ปอ ผักตบชวา ฯลฯ ให้กองเป็นชั้น ๆ ตามปกติ คือชั้นแรกกองเศษพืชให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร เหยียบให้แน่น รดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าให้โชก โรยมูลสัตว์แล้วตามด้วยปุ๋ยยูเรียและสารเร่งประเภทจุลินทรีย์ที่ผสมเตรียม ไว้แล้วตามข้างต้น ราดไปบนชั้นของปุ๋ยหมัก แล้วกองชั้นที่ 2–4 ต่อไป โดยทำแบบเดียวกันกับชั้นแรก ชั้นบนสุดโรยหน้าดินทับไว้ให้หนาประมาณ 1 นิ้ว ถ้ากองกลางแจ้งให้ใช้ผ้าพลาสติกหรือถุงปุ๋ยเก่า ๆ ปิดทับไว้ ต่อจากนั้นประมาณ 7-10 วัน กลับกองปุ๋ยหมัก กลับทุก 7-10 วัน อีก 3-4 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 30–40 วัน ก็เป็นปุ๋ยหมัก ในบางแห่งเกษตรกรไม่มีมูลสัตว์ อาจจะใช้ดินร่วนหรือเศษฟางข้าวที่เกือบจะสลายตัวแล้วผสมกับต้นถั่วใช้แทนมูล สัตว์ได้ ในที่นี้จะขอแนะนำรูปแบบการกองปุ๋ยหมักโดยใช้สารเร่งประเภทจุลินทรีย์ที่กรม ส่งเสริมการเกษตรแนะนำส่งเสริมอยู่คือ ขนาดกองปุ๋ยหมักกว้างxยาวxสูง = 2x4x1.2 เมตร กอง 4 ชั้นแต่ละชั้นสูงประมาณ 30 เซนติเมตร การกองแบบนี้จะผลิตปุ๋ยหมักได้ประมาณ 1 ตัน
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก 1. เศษพืช 1,000 กิโลกรัม 2. มูลสัตว์ 200 กิโลกรัม 3. ปุ๋ยยูเรีย 2 กิโลกรัม 4. สารเร่งประเภทจุลินทรีย์ 1 ชุด 5. หน้าดิน 150 - 200 กิโลกรัม 6. เครื่องมือการเกษตรเช่น จอบ พลั่วโอ่ง บัวรดน้ำ ส้อมสำหรับกลับกองปุ๋ยหมัก ฯลฯ
การดูแลรักษากองปุ๋ยหมัก หลังจากกองปุ๋ยหมักเสร็จแล้วจะต้องหมั่นตรวจตราดูแลกองปุ๋ยหมักอย่างสม่ำเสมอ โดยปฏิบัติดังนี้ 1. จะต้องป้องกันไม่ให้สัตว์เข้าไปทำลายหรือคุ้ยเขี่ยกองปุ๋ยหมัก ถ้ากองแบบในคอกก็ไม่มีปัญหาแต่ถ้าเป็นการกองบนพื้นดินหรือในหลุมควรหาทาง มะพร้าวหรือกิ่งไม้มาวางทับกองปุ๋ยหมักไว้เพื่อกันสัตว์มาคุ้ยเขี่ย 2. ทำการให้น้ำกองปุ๋ยหมักให้มีความชื้นพอเหมาะอยู่เสมอคือ ไม่ให้แห้งหรือแฉะเกินไป มีวิธีตรวจอย่างง่าย ๆ คือให้ เอามือสอดเข้าไปในกองปุ๋ยหมักให้ลึก ๆ แล้วหยิบเอาชิ้นส่วนภายในกองปุ๋ยหมักมาบีบดู ถ้าปรากฎว่ามีน้ำติดอยู่ที่ฝ่ามือแสดงว่ากองปุ๋ยหมักมีความชื้นพอเหมาะไม่ ต้องให้น้ำ ถ้าไม่มีน้ำติดฝ่ามือแสดงว่ากองปุ๋ยหมักแห้งเกินไปต้องให้น้ำในระยะนี้ แต่ถ้าบีบดูแล้วมีน้ำทะลักออกมาตามง่ามนิ้วมือแสดงว่ากองปุ๋ยหมักแฉะเกินไป ไม่ต้องให้น้ำแต่ให้กลับกองปุ๋ยหมักเพื่อระบายความชื้นส่วนเกินออกไปจากกอง ปุ๋ยหมัก 3. การกลับกองปุ๋ยหมัก นับเป็นหัวใจสำคัญในการทำปุ๋ยหมักที่จะละเลยเสียมิได้เพราะ จุลินทรีย์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในกองปุ๋ยหมักก็ย่อมต้องการอากาศหายใจเหมือนมนุษย์ ดังนั้นการกลับกองปุ๋ยหมักนอกจากจะช่วยให้ออกซิเจนแก่จุลินทรีย์แล้ว ยังเป็นการระบายความร้อนออกจากกองปุ๋ยหมักอีกด้วย ยิ่งขยันกลับกองปุ๋ยหมักมากเท่าใดโอกาสที่จะได้ปุ๋ยหมักไว้ใช้เร็วก็มากขึ้น เท่านั้น เพราะการกลับกองปุ๋ยหมักจะทำให้เศษพืชสลายตัวทั่วกันทั้งกองและได้ปุ๋ยหมัก ที่มีคุณภาพดีอีกด้วย ตามปกติควรกลับกองปุ๋ยหมักอย่างน้อย 10-14 วันต่อครั้ง
หลักในการพิจารณาว่ากองปุ๋ยหมักนั้นใช้ได้แล้วหรือยัง เมื่อกองปุ๋ยหมักเสร็จเรียบร้อยแล้วจะเกิดปฏิกริยาทางเคมีขึ้นในกองปุ๋ยหมัก ทั้งที่มองเห็นได้และมองเห็นไม่ได้ ที่มองเห็นได้ก็คือ ชิ้นส่วนของเศษพืชจะมีขนาดเล็กลงและยุบตัวลงกว่าเมื่อเริ่มกอง สีของเศษพืชก็จะเปลี่ยนไป เกิดความร้อนและควันขึ้นบนกองปุ๋ยหมัก ส่วนที่มองเห็นไม่ได้คือกิจกรรมของจุลินทรีย์ในกองปุ๋ยหมักที่จะย่อยสลายเศษ พืชให้มีขนาดเล็กลงจนกลายเป็นปุ๋ยหมัก ทีนี้จะสังเกตว่าปุ๋ยหมักสามารถนำไปใช้ได้แล้วหรือยังนั้นมีข้อสังเกตง่าย ๆดังนี้ 1. สีของกองปุ๋ยหมักจะเข้มขึ้นกว่าเมื่อเริ่มกองโดย อาจมีสีน้ำตาลเข้มถึงดำ 2. อุณหภูมิภายในกองปุ๋ยหมักและอุณหภูมิภายนอกกองปุ๋ยหมักใกล้เคียงกันหรือแตกต่างกันน้อยมาก 3. ถ้าใช้นิ้วมือบี้ตัวอย่างปุ๋ยหมักดูจะพบว่าเศษพืชจะยุ่ยและขาดออกจากกันได้ง่ายไม่แข็งกระด้าง 4. พบต้นพืชที่มีระบบรากลึกขึ้นบนกองปุ๋ยหมักแสดงว่าปุ๋ยหมักสลายตัวดีแล้ว 5. สังเกตกลิ่นของปุ๋ยหมัก ถ้าเป็นปุ๋ยหมักที่ใช้ได้จะมีกลิ่นคล้ายกลิ่นของดินธรรมชาติ แต่ถ้ามีกลิ่นฉุนหรือกลิ่นฟางแสดงว่าปุ๋ยหมักยังใช้ไม่ได้เนื่องจากขบวนการ ย่อยสลายยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ 6. วิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการดูอัตราส่วนระหว่างธาตุคาร์บอนและไนโตรเจน ถ้ามีอัตราส่วนเท่ากันหรือต่ำกว่า 20:1 ก็พิจารณาเป็นปุ๋ยหมักได้แล้ว
วิธีการใช้และอัตราการใช้ปุ๋ยหมัก 1. ในไม้ผล ปุ๋ยหมักนับว่าเป็นปุ๋ยที่มีประโยชน์ต่อไม้ผลเป็นอย่างยิ่ง โดยจะใส่ปุ๋ยหมักเฉพาะหลุมที่ปลูกเท่านั้นไม่ใส่ทั้งแปลงเหมือนพืชไร่ โดยในระยะเตรียมหลุมปลูกให้ใช้ปุ๋ยหมักคลุกเคล้าให้เข้ากับดินรองก้นหลุม ปลูกในอัตราหลุมละ 20-40 กิโลกรัม ต่อเมื่อไม้ผลโตแล้วจึงแนะนำให้ใส่รอบ ๆทรงพุ่ม โดยขุดร่องให้รอบแล้วเอาปุ๋ยหมักและปุ๋ยเคมีคลุกให้เข้ากันแล้วใส่ลงไปใน ร่องรอบ ๆทรงพุ่มแล้วเอาดินกลบ ทั้งปริมาณปุ๋ยหมักและปุ๋ยเคมีให้เพิ่มขึ้นตามอายุพืชที่ปลูก โดยปุ๋ยเคมีที่แนะนำให้ใช้คือ สูตร 15-15-15 , 8-24-24 ,12-24-12 หรือ 13-13-21 2. ในพืชผัก ปุ๋ยหมักนับว่าเป็นปุ๋ยที่มีประโยชน์ต่อสวนผักเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าช่วยทำให้ดินร่วนซุย พืชผักซึ่งเป็นพืชอายุสั้นและมีระยะรากสั้นแผ่ขยายออกด้านข้างนั้นถ้าปลูกใน ดินเหนียวจัดรากไม่สามารถแผ่ออกไปหาอาหารได้ไกล แต่ถ้าปลูกในดินทรายดินก็จะอุ้มน้ำได้น้อย การใส่ปุ๋ยหมักลงไปเพื่อปรับปรุงดินในสวนผักจะช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆเหล่านี้ได้ อัตราที่แนะนำให้ใช้คือ 1-3 ตัน/ไร่ โดยหว่านให้ทั่วแปลงขณะเตรียมดิน แล้วทิ้งไว้ประมาณ 7-15 วันจึงทำการปลูกผักและใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 , 20-10-10 หรือ 15-15-15 อัตรา 30-50 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อช่วยให้พืชผักเจริญงอกงามได้ดีขึ้น และถ้าเป็นผักกินใบอาจจะมีการเพิ่มเติมปุ๋ยไนโตรเจนไปด้วยก็ยิ่งดี 3. ในนาข้าว อัตราที่แนะนำ 1-3 ตัน/ไร่ต่อปี โดยหว่านให้ทั่วแปลงขณะเตรียมดินแล้วไถกลบทิ้งไว้ประมาณ 7-15 วันจึงทำการปลูกข้าวถ้าต้องการผลผลิตเพิ่มขึ้นควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0,18-22-0 หรือ 20-20-0 หรือปุ๋ยที่มีปริมาณธาตุอาหารใกล้เคียงในอัตรา 15-30 กิโลกรัม/ไร่ สำหรับดินนาภาคกลางและภาคเหนือซึ่งเป็นดินเหนียวและดินร่วน ส่วนดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นดินทรายหรือดินร่วนทราย แนะนำให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 หรือ 18-12-6 ในอัตรา 15-30 กิโลกรัม/ไร่ เช่นเดียวกัน 4. ในพืชไร่ อัตราที่แนะนำ 1-3 ตัน/ไร่ต่อปี โดยหว่านให้ทั่วแปลงแล้วคราดกลบทิ้งไว้ประมาณ 7-15 วันจึงทำการปลูกพืชต่อไปได้ ถ้าต้องการผลผลิตเพิ่มขึ้นควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0, 18-22-0 หรือปุ๋ยที่มีปริมาณธาตุอาหารใกล้เคียงในอัตรา 25-30 กิโลกรัม/ไร่ สำหรับดินภาคกลางและภาคเหนือ ส่วนดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แนะนำให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 , 15-15-15 หรือ 18-12-6 ในอัตรา 25-30 กิโลกรัม/ไร่ 5. ในไม้ดอกไม้ประดับตลอดจนสนามหญ้า อัตราที่แนะนำ 1-3 ตัน/ไร่ โดยใส่ในระยะเตรียมดินหรือหลังจากปลูกพืชแล้วแล้วทำการพรวนให้ปุ๋ยหมักคลุก เคล้ากับดิน 6. ในไม้กระถาง ใช้ผสมดินปลูกในอัตราส่วน ดิน:ปุ๋ยหมัก:ทราย = 4:3:3 โดยปริมาตร 7. ในการปลูกป่า ใช้สำหรับเพาะชำกล้าไม้โดยใช้เป็นส่วนผสมของวัสดุเพาะชำในอัตรา ส่วน ดิน:ทราย:ขี้เถ้าแกลบ:ปุ๋ยหมัก = 5:2:1:1 โดยปริมาตร คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันอย่างทั่วถึงก่อนที่จะบรรจุลงในภาชนะแล้วนำเมล็ด พันธุ์ไม้หยอดลงไปและกดลงให้ลึกประมาณ 1 นิ้วจากผิวบนของวัสดุเพาะชำแล้วจึงกลบเมล็ดด้วยวัสดุเพาะชำบาง ๆ ส่วนการปลูกไม้ป่าแนะนำให้ขุดหลุมขนาด กว้างxยาว xลึก = 20x20x20 เซนติเมตร แล้วใช้ปุ๋ยหมักประมาณ 2 กิโลกรัมรองก้นหลุมจากนั้นใช้ดินกลบให้หนาประมาณ 2.5 เซนติเมตรแล้วจึงนำกล้าไม้ปลูกแล้วใช้ดินกลบ
ข้อควรคำนึงในการกองปุ๋ยหมัก 1.อย่ากองปุ๋ยหมักให้มีขนาดกองใหญ่จนเกินไปเพราะจะทำให้เกิดความร้อนระอุ เกิน 70 องศาเซลเซียส ซึ่งจะเป็นผลทำให้เชื้อจุลินทรีย์ตายได้ ขนาดกองปุ๋ยหมักที่เหมาะสมคือ ความกว้างไม่เกิน 2-3 เมตร ความยาวไม่จำกัด สูงประมาณ 1-1.50 เมตร 2.ถ้ากองปุ๋ยหมักมีขนาดกองเล็กเกินไปจะทำให้เก็บรักษาความร้อนและความชื้นไว้ได้น้อยทำให้เศษพืชสลายตัวเป็นปุ๋ยหมักได้ช้า 3. อย่ารดน้ำกองปุ๋ยหมักโชกจนเกินไปเพราะจะทำให้การระบายอากาศในกองปุ๋ยหมักไม่ ดีอาจทำให้เกิดกรดอินทรีย์บางอย่างเป็นเหตุให้มีกลิ่นเหม็นอับได้ง่าย 4.ถ้าเกิดความร้อนในกองปุ๋ยหมักมากต้องเพิ่มน้ำให้กองปุ๋ยหมักมิฉะนั้น จุลินทรีย์ที่ย่อยซากพืชจะตายได้หรือกลับกองปุ๋ยหมักเพื่อช่วยให้ความร้อนลด ลง 5.ถ้าจะมีการใช้ปูนขาว อย่าใช้ปุ๋ยเคมีพร้อมกับการใส่ปูนขาวเพราะจะทำให้ธาตุไนโตรเจนสลายตัวไป กรณีใช้ฟางข้าวในการกองปุ๋ยหมักไม่จำเป็นต้องใช้ปูนขาว 6. เศษวัสดุที่ใช้ในการกองปุ๋ยหมักมีทั้งประเภทที่สลายตัวเร็วเช่น ฟางข้าว ผักตบชวา เปลือกถั่วและต้นถั่ว เศษวัชพืชต่าง ๆ และประเภทที่สลายตัวยาก เช่น แกลบ ขี้เลื่อย ขี้ลีบข้าว กากอ้อย ขุยมะพร้าว ซังข้าวโพด ดังนั้นในการกองปุ๋ยหมักไม่ควรนำเอาเศษวัสดุที่สลายตัวเร็วและสลายตัวยากกอง ปนกัน เพราะจะทำให้ได้ปุ๋ยหมักที่ไม่สม่ำเสมอกัน เนื่องจากเศษพืชบางส่วนยังสลายตัวไม่หมด
การทำปุ๋ยหมักโดยวิธีการต่อเชื้อ การทำปุ๋ยหมักโดยวิธีการต่อเชื้อ หมายถึงการทำปุ๋ยหมักโดยใช้ปุ๋ยหมักที่เป็นแล้วมาเป็นต้นตอของเชื้อ จุลินทรีย์หรือสารเร่งประเภทจุลินทรีย์สำหรับการกองปุ๋ยหมักครั้งใหม่โดยไม่ จำเป็นต้องใช้สารเร่งประเภทจุลินทรีย์ทุกครั้งที่ทำปุ๋ยหมัก ทั้งนี้เพราะจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายในกองปุ๋ยหมักเดิมยัง คงมีชีวิตอยู่และยังมีความสามารถที่จะย่อยสลายเศษวัสดุต่าง ๆที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมักในคราวถัดไปได้อีก การทำปุ๋ยหมักโดยวิธีการต่อเชื้อนับได้ว่าเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายและลดต้น ทุนในการผลิตปุ๋ยหมักได้เป็นอย่างดีแต่เกษตรกรจะต้องมีการดูแลและเก็บรักษา ปุ๋ยหมักที่จะนำไปต่อเชื้อนี้ให้อยู่ในสภาพที่ดีคือจะต้องไม่ทิ้งตากแดดตาก ลม และควรให้มีความชื้นอยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ ในกองปุ๋ยหมักด้วย โดยมีส่วนผสมของวัสดุในการทำปุ๋ยหมักดังนี้ คือเศษพืช:ปุ๋ยหมักที่เป็นแล้ว:ปุ๋ยยูเรีย = 100:20:0.2 ส่วนโดยน้ำหนัก โดยกองเศษพืชเป็นชั้น ๆแต่ละชั้นสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ขึ้นย่ำให้แน่นและรดน้ำให้ชุ่ม แล้วนำปุ๋ยหมักที่เป็นแล้วหรือปุ๋ยหมักที่หมักได้ 15 วันมาแบ่งโรยทับด้านบนและใช้ปุ๋ยยูเรียโรยทับตาม และทำชั้นที่ 2-4 เหมือนการทำในชั้นแรก ชั้นบนสุดใช้หน้าดินโรยทับให้หนาประมาณ 1 นิ้ว การทำปุ๋ยหมักโดยวิธีการต่อเชื้อนี้ถ้ามีการปฏิบัติและดูแลรักษาอย่างถูก ขั้นตอนจะใช้เวลาประมาณ 30-40 วัน ก็สามารถนำปุ๋ยหมักไปใช้ได้แล้ว ปุ๋ยหมักที่ได้จากการต่อเชื้อนี้ถ้าจะนำไปใช้ต่อเชื้ออีกในการทำปุ๋ยหมัก ครั้งต่อไปก็สามารถกระทำต่อไปได้แต่ไม่ควรทำเกิน 3 ครั้ง
คุณลักษณะเฉพาะของปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยหมัก) 1. เป็นปุ๋ยที่ได้จากอินทรียวัตถุ ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีทำให้ชื้น สับบด หมัก ร่อน หรือวิธีอื่นๆ แต่ไม่ใช่ปุ๋ยเคมีตาม พ.ร.บ. ปุ๋ย 2518 มาตรา 3 2. ปริมาณอินทรียวัตถุ ต้องไม่เกิน ร้อยละ 60 โดยน้ำหนัก 3. อัตราส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจน ต้องไม่เกิน 25 ต่อ 1 (C/N ratio<25:1) 4. ระดับค่าการนำไฟฟ้า (EC) ต้องไม่เกิน 3.5 dS/m 5. ระดับความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ต้องอยู่ ในช่วง 5.5-8.5 6. ปริมาณธาตุอาหารหลักของพืชไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P2O5) โพแทสเซียม (K2O) ไม่ควรน้อยกว่าร้อยละ 1.0-1.0-0.5 โดยน้ำหนัก ตามลำดับ 7. ความชื้นและสิ่งที่ระเหยได้ไม่ควร เกินร้อยละ 35 โดยน้ำหนัก 8. ต้องมีขนาดเล็กร่อนผ่านตะแกรงขนาด 10 มิลลิเมตร(ช่องสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 3/8 นิ้ว)ได้หมด 9. เศษวัสดุอื่นๆ ที่ไม่ต้องการได้แก่ หิน กรวด ทราย เศษพลาสติก ฯลฯ ต้องไม่เกิน ร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก 10. ต้องไม่มี วัสดุอันตราย เช่น เศษแก้ว วัสดุแหลมคมและโลหะอื่นที่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้เจือปน
ข้อมูลจำเพาะ 1. เศษพืชแห้ง 1 ลูกบาศก์เมตร จะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 100 กิโลกรัม 2. ปุ๋ยหมัก (ความชื้น 40-50 เปอร์เซ็นต์ ) 1 ลูกบาศก์เมตรจะมีน้ำหนักเฉลี่ย 600 กิโลกรัม 3. เศษพืชเมื่อสลายตัวเป็นปุ๋ยหมักแล้วจะยุบตัวลงเหลือประมาณ 1/3 - 1/4 ของปริมาตรเดิม 4. ความชื้นในกองปุ๋ยหมักที่เหมาะสมประมาณ 50 - 60 เปอร์เซ็นต์
ข้อมูลจาก
1. เอกสารประกอบการสัมมนาเนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปี ของการจัดตั้งสถาบันพัฒนาและส่ง เสริมปัจจัยการผลิตขึ้นในกรมส่งเสริมการเกษตร วันอังคารที่ 23 มกราคม 2544 ณ ห้องประชุมกรมส่งเสริมการเกษตรชั้น 5 (อาคารหลังที่ 1) 2. คุณสุพจน์ ชัยวิมล ส่วนดินและปุ๋ย สถาบันพัฒนาและส่งเสริมปัจจัยการผลิต กรมส่งเสริมการเกษตร
เอกสารอ้างอิง 1. กองอนุรักษ์ดินและน้ำ, กรมพัฒนาที่ดิน. 2540. คู่มือเจ้าหน้าที่ของรัฐเรื่องการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ. 2. กองอนุรักษ์ดินและน้ำ, กรมพัฒนาที่ดิน.ไม่ระบุปี. เอกสารคำแนะนำการผลิตและการใช้ปุ๋ยหมัก. 3. ชวลิต ฮงประยูร. 2532. การทำปุ๋ยหมัก. ภาควิชาปฐพีวิทยา,คณะเกษตร,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 4. สุพจน์ ชัยวิมล และมงคล จันทร์เพ็ญ . 2531. ปุ๋ยหมัก. เอกสารคำแนะนำที่ 78. กรมส่งเสริมการเกษตร. 5. สุพจน์ ชัยวิมล. 2541. เอกสารวิชาการเรื่องปุ๋ยอินทรีย์. กองส่งเสริมพืชสวน,กรมส่งเสริมการเกษตร. |