|
ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสวิตเซอร์แลนด์
การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสวิตเซอร์แลนด์ การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสวิตเซอร์แลนด์เริ่มเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีผู้ผลิต สินค้าเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด 5,850 ราย หรือ 9.2% ของผู้ผลิตสินค้าเกษตรในสวิส พื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ 95,000 เฮคตาร์ หรือ 9.0% ของพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรในสวิส สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตส่วนใหญ่ คือ ธัญพืช และหญ้าเลี้ยงสัตว์ ผัก มันฝรั่ง นมและผลิตภัณฑ์ ไข่ ผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์รายใหญ่ คือ Bio Gemüse AVG Galmiz ซึ่งเป็นสหกรณ์ผู้ผลิตผักผลไม้อินทรีย์ มีพื้นที่ 850 เฮคตาร์ ผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่มีพื้นที่ผลิตผักอินทรีย์อย่างน้อย 1-5 เฮคตาร์ ผลผลิตผักอินทรีย์ในสวิสมีปริมาณ 20,000-25,000 ตัน ผักที่ผลิต คือ แครอท กะหล่ำปลี เซเลอรี่ การผลิตผักอินทรีย์ในเรือนเพาะชำมีพื้นที่ 26 เฮคตาร์ ผลิต มะเขือเทศ 2 ใน 3 ของผลผลิตของประเทศ และผลิตแตงกวา การผลิตผลไม้อินทรีย์ มีพื้นที่ 380 เฮคตาร์ ผลิต แอปเปิล และเบอรี่เป็นหลัก
ข้อมูลปี 2542

 นโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนสินค้าเกษตรอินทรีย์ Federal Office of Agriculture เลือกวิธีการให้ความสนับสนุนทางการเงินแก่เกษตรกร เนื่องจากเป็นวิธีเดียวที่จะกระตุ้นให้เกษตรกรปรับการผลิตสู่วิธีเกษตร อินทรีย์ โดยมีกลุ่มเกษตรกร 2 กลุ่มที่ให้การสนับสนุน คือ 1. เกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตรทั้งที่ผลิตโดยวิธีเกษตรอินทรีย์และผลิตแบบดั้งเดิม 2. ผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่ไม่ทำลายสภาพแวดล้อมและไม่ทำร้ายสัตว์
ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสวิตเซอร์แลนด์ สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เป็นที่ต้องการของตลาด คือ ผัก ผลไม้ ไข่ เนื้อ และนม ผักผลไม้อินทรีย์ 10% จัดจำหน่ายโดย COOP ซึ่งในปี 2536 COOP มีแผนการชื่อ “Natura Plan” ทำให้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสวิสขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผลไม้อินทรีย์มีส่วนแบ่งตลาด 5% ของตลาดผลไม้ในสวิส ผลไม้ที่เป็นที่นิยม คือ แอปเปิล Golden Delicious, Marigold, Idared แพร์ Gute Luise ผักอินทรีย์มีส่วนแบ่งตลาด 10% ของตลาดผักในสวิส ผักที่นิยม คือ แครอท
ราคาจำหน่ายผักอินทรีย์ในสวิตเซอร์แลนด์ ผักผลไม้อินทรีย์ในสวิสมีราคาสูงกว่าสินค้าธรรมดาโดยเฉลี่ย 40-80% ผักอินทรีย์มีราคาสูงกว่า 40-80% ผลไม้และถั่วเมล็ดแห้งมีราคาสูงกว่า 50-60% แต่ประชาชน ทั่วไปยอมรับความแตกต่างของสินค้าเกษตรอินทรีย์จากสินค้าธรรมดาที่ระดับ 10-30% ราคา : ฟรังก์สวิส/กก.
 ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสวิตเซอร์แลนด์ ซูเปอร์มาเก็ตมีบทบาทสำคัญในการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสวิส โดยซูเปอร์มาเก็ตมีส่วนแบ่งตลาด 70% สินค้าที่วางจำหน่าย ประกอบด้วย น้ำผลไม้ และผลไม้ประเภท Nectar เช่น ส้ม แอปเปิล แพร์ ร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะมีส่วนแบ่งตลาด 15% สินค้าที่จำหน่าย ได้แก่ น้ำเชื่อม (Syrups) น้ำผลไม้ผสม

ซูเปอร์มาเก็ตที่มีบทบาท คือ Migros จำหน่ายผักผลไม้อินทรีย์ภายใต้เครื่องหมายการค้า “Migros-Bio” มีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ 8.2 ล้านฟรังก์สวิส จากรายได้รวมของห้าง 31.8 ล้านฟรังก์สวิส โดยมีผู้ผลิตผลไม้อินทรีย์ 40 ราย และผู้ผลิตผักอินทรีย์ 70 รายจัดส่งสินค้าให้แก่ห้าง COOP จำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า “Naturaplan” มีปริมาณการจำหน่ายผักผลไม้อินทรีย์ปีละ 15,000 ตัน โดยมีสมุนไพรและถั่วงอกที่ทำรายได้ให้มากที่สุด
แนวโน้มตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสวิตเซอร์แลนด์ ปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคในสวิสให้ความสนใจต่อสินค้าเกษตรอินทรีย์มากขึ้น คือ การที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยในการบริโภคอาหาร สิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพสัตว์ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อมวลชนต่างๆ ความเชื่อมั่นต่อสินค้าเกษตรอินทรีย์ ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีมากเพียงพอ และการศึกษา สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีแนวโน้มดี คือ ผักที่เก็บได้นาน (Stored vegetables) เช่น แครอท กะหล่ำปลี บร๊อกโคลี่ หัวหอม รวมทั้งผักแปรรูป เช่น อาหารพร้อมรับประทาน สลัดกล่อง ผักขม ผลไม้อินทรีย์ที่มีลู่ทาง คือ Pome เช่น แอปเปิล แพร์ และ Stone fruits เช่น เชอรี่ แอปริคอท พีช ผลไม้ประเภทส้ม (Citrus) ซึ่งตลาดขยายตัว 20-30% นอกจากนี้ยังมีน้ำผลไม้ ซึ่งความต้องการขยายตัวขึ้นโดยเฉลี่ย 40% ต่อปี น้ำผลไม้ที่มีลู่ทาง คือ น้ำผลไม้ประเภทส้ม (Citrus) และน้ำผลไม้เมืองร้อน ซึ่งน้ำผลไม้ส่วนใหญ่จะจำหน่ายในร้านอาหารธรรมชาติ ผลไม้แห้งและถั่วเมล็ดแห้งใช้เป็นส่วนผสมในการผลิต Muesli และขนมอบ ส่วนใหญ่มีจำหน่ายในร้านอาหารธรรมชาติและซูเปอร์มาเก็ต
แต่การค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสวิสมีข้อจำกัด คือ - รัฐบาลเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง - ราคาสูงกว่าสินค้าธรรมดา - การจัดจำหน่ายสินค้าไม่มีประสิทธิภาพ ต้องผ่านคนกลางหลายขั้นตอน แต่ปริมาณสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่จัดส่งในแต่ละครั้งมีน้อย ทำให้ต้นทุนและราคาสูง ถ้าปริมาณสินค้าที่จัดส่งมีมากขึ้นและระบบการขนส่งมีประสิทธิภาพดีขึ้น ราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์จะแตกต่างจากสินค้าธรรมดาไม่มาก - สินค้าเกษตรอินทรีย์บางชนิด เช่น ผลไม้ ระบบการจัดการไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีห้องเย็น (Deep-frozen) เหมือนผู้ค้าอาหารสดอื่น เช่น หมูและเนื้อสัตว์ปีก - คุณภาพสินค้าเกษตรอินทรีย์บางชนิดยังไม่ได้มาตรฐานเมื่อเทียบกับสินค้า ธรรมดา สินค้าเกษตรอินทรีย์จึงครองส่วนแบ่งตลาดในระยะสั้น เนื่องจากผลตอบแทนต่ำ
 การนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสวิสเซอร์แลนด์ สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่จำหน่ายในสวิสเซอร์แลนด์ 2 ใน 3 ผลิตในประเทศ และ 1 ใน 3 นำเข้าจากต่างประเทศ ได้แก่ กาแฟ ผลไม้ประเภทส้ม (Citrus) ซึ่งผู้ค้าปลีกสนใจ ที่จะจำหน่ายสินค้าที่ผลิตในประเทศมากกว่า และจะนำเข้าผลไม้เมืองร้อนเฉพาะในช่วงที่ไม่มีผลผลิตในประเทศเท่านั้น และในช่วงนี้ ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าจะมีปฏิกิริยาตอบสนองตลาดอย่างรวดเร็ว โควตานำเข้าเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นรายสัปดาห์โดยพิจารณาจากปัจจัยด้าน จากผลผลิตในประเทศเป็นหลัก สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่นำเข้าจากประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปต้องมี มาตรฐานการผลิตเทียบเท่ามาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในสวิส (Swiss Organic Farming Ordinance) สินค้าที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจะได้ติดฉลาก “Knospe” หรือ Bud Label ซึ่งเป็นฉลากของ BIO SUISSE เป็นฉลากที่ผู้บริโภคเชื่อถือและผู้ค้าปลีกกำหนดให้ติดบนสินค้าเกษตร อินทรีย์ สินค้านำเข้าที่จะติดฉลากเกษตรอินทรีย์ได้ผู้นำเข้าต้องได้รับการ รับรองโดยหน่วยงานตรวจสอบที่มีมาตรฐาน EN-45011 หรือ ISO-65 ซึ่งอนุญาตโดย Swiss Federal Office of Metrology ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ต้องการมีรายชื่ออยู่ใน Country list ของ Federal Department of Economic Affairs ต้องยื่นใบสมัครต่อ Swiss Federal Office for Agriculture (FOAG) แจ้งรายละเอียดต่างๆ ประกอบด้วย กฎระเบียบการผลิต การตรวจสอบ ในปัจจุบัน ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้งหมด รวมทั้ง สาธารณรัฐเช็ค ฮังการี อิสราเอล อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย อยู่ใน Swiss Country List ผู้ส่งออกจากประเทศเหล่านี้ ต้องมีใบอนุญาตนำเข้าจากหน่วยงานตรวจสอบในประเทศที่ผลิตสินค้าเกษตร อินทรีย์ ผู้ส่งออกต้องส่งใบอนุญาตให้ผู้นำเข้าในสวิส ซึ่งบริษัทตรวจสอบจะตรวจสอบการดำเนินงานของ ผู้ส่งออกอย่างสม่ำเสมอทุกปี และสินค้าที่ตรวจสอบจะรวมทั้งพืชและสัตว์ การนำเข้าจากประเทศที่ไม่อยู่ใน Swiss Country List ผู้นำเข้าในสวิสต้องยื่นแบบใบสมัครต่อ FOAG พร้อมหลักฐานที่รับรองมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เทียบเท่า มาตรฐานของสวิส โดยผู้ที่ได้รับอนุญาตจะมีรายชื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาของ สวิสทุกปี ทุกครั้งที่นำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์จากต่างประเทศผู้นำเข้าต้องแนบใบ รับรองการนำเข้าด้วยทุกครั้ง ภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์มีอัตราเท่ากับภาษีนำเข้าสินค้าธรรมดา ตามปกติ สวิสเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรในอัตราสูง เช่น น้ำตาลทราย ธัญพืช น้ำมันพืช และ ผลิตภัณฑ์นม และภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรแปรรูปมีอัตราสูงกว่าภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร ที่เป็นวัตถุดิบ ประเทศที่สวิสให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรจะเสียภาษีนำเข้าในอัตราต่ำ สินค้าที่นำเข้าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 2.4% ของราคาสินค้านำเข้า อัตราเดียวกับสินค้าที่ผลิตในสวิส สวิสนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ประมาณ 15% ของความต้องการในประเทศ หน่วย : ตัน

สวิสนำเข้าผักผลไม้อินทรีย์จากแหล่งผลิตที่ใกล้สวิสเป็นส่วนใหญ่ - ผัก นำเข้าจาก อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย อิสราเอล แคนาดา อียิปต์ - ผักแปรรูป นำเข้าจาก อิตาลี (มะเขือเทศและอาร์ติโช้ค) รองลงมา คือ ฝรั่งเศส ฮังการี เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ - ผลไม้สด แอปริคอตและพีชนำเข้าจากประเทศแถบเมดิเตอเรเนียน Lemons และ Oranges นำเข้าจาก อิตาลี สเปน กล้วย นำเข้าจากโดมินิกัน เม็กซิโก อูกานดา มะม่วง ส้มโอ นำเข้าจาก กาน่า เสาวรส นำเข้าจาก อูกานดา ผลไม้อื่นๆ นำเข้าจาก อิสราเอล เยอรมนี ออสเตรีย อาร์เจนตินา ชิลี - น้ำผลไม้ สวิสผลิตน้ำแอปเปิล น้ำแพร์ น้ำองุ่นได้เอง นำเข้าน้ำส้มจากอิตาลี อิสราเอล บราซิล เม็กซิโก อุรุกวัย ฮอนดูรัส น้ำส้มอื่นๆ นำเข้าจากประเทศแถบลาติน อเมริกา อัตราการขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นทุกปี - ผลไม้แห้งและถั่วเมล็ดแห้ง เป็นสินค้าที่มีโอกาสสูงและนำเข้าสวิสได้ง่าย เนื่องจากสวิสผลิตไม่พอกับความต้องการ Nuts นำเข้าจากตุรกี อัลมอนด์นำเข้าจากแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯและตุรกี มะเดื่อนำเข้าจากตุรกี พรุนนำเข้าจากตูนีเซีย ผลไม้แห้งอื่นๆ นำเข้าจากโมร็อกโก ตูนีเซีย คอสตาริกา อิตาลี ผลไม้เมืองร้อนเป็นสินค้าใหม่ที่มีโอกาสสูง ทั้งในตลาดเฉพาะ และตลาดดั้งเดิม - ผลไม้และผัก ที่การนำเข้าขยายตัวของตลาดสูงกว่า 10% ได้แก่ กล้วย แครอท พริกไทย ผักสลัด มะเขือเทศ - ผลไม้และผัก ที่การนำเข้าขยายตัวของตลาดต่ำกว่า 10% ได้แก่ Oranges, Lemons มะเดื่อ แอปริคอท Nectarines แพร์ พรุน สับปะรด อะโวกาโด พีช อาร์ติโช้ค หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือ บร็อกโคลี่ ดอกกะหล่ำ ชิโคลี่ แตงกวา Fennel, Leek หัวหอม ซูกินี - ผลไม้และผัก ที่การนำเข้าขยายตัวคงที่ ได้แก่ พลัม องุ่น แอปเปิล กีวี ส้มโอ กะหล่ำบรัสเซลส์ มันฝรั่ง ผักขม
ข้อจำกัดในการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสวิส 1. สินค้าที่ติดฉลาก BIO SUISSE ไม่อนุญาตให้นำเข้าทางอากาศ ผู้นำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสวิสจึงนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์จากประเทศ ที่อยู่ใกล้ 2. ผู้นำเข้าสวิสต้องการความสะดวกสบายในการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ ไม่ต้องใช้ขั้นตอนมากมายในการขนถ่ายสินค้า แต่สินค้าต้องมีคุณภาพสูง 3. ผู้บริโภคไม่เห็นความแตกต่างระหว่างสินค้าที่ติดฉลากเกษตรอินทรีย์ กับฉลาก Fair Trade แต่ต้องการให้มีสินค้าวางจำหน่ายอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 4. การที่ไม่อนุญาตให้ขนส่งสินค้าที่ติดฉลาก BIO SUISSE ทางอากาศทำให้ต้องใช้เทคโนโยลีหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อยืดอายุผักผลไม้ 5. โควตานำเข้าผักผลไม้อินทรีย์ไม่แตกต่างจากโควตานำเข้าผักผลไม้ธรรมดา แม้จะมีข้อจำกัดมากมาย แต่ความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ก็ขยายตัวเพิ่มขึ้น ทุกปี โดยเฉพาะสินค้าประเภท ข้าวสาลี ขนมปัง ธัญพืชสำหรับเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง ข้าว ผลไม้ประเภทส้ม ผลไม้แห้ง
 โอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสวิส 1. ผู้บริโภคในสวิสให้ความสนใจสุขภาพมากขึ้น รับประทานอาหารที่ผลิตด้วยวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอาหารต่างถิ่น 2. จากการที่รัฐบาลสวิสสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์ ส่งผลให้ผู้บริโภคในสวิสสนใจรับประทานอาหารที่ผลิตด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์มาก ขึ้น 3. ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในตลาดค้าปลีกในสวิสเฝ้าติดตามสังเกตพฤติกรรมของ ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้และจะสรรหาสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อตอบ สนองความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น 4. ซูเปอร์มาเก็ตมีบทบาทในตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสวิสมากขึ้น 5. ผู้ส่งออกควรสังเกตช่องว่างในตลาดและหาโอกาสเจาะตลาดเฉพาะเหล่านั้น 6. สินค้าที่น่าสนใจ คือ สินค้าที่สวิสไม่ผลิต เช่น ผลไม้เมืองร้อน ได้แก่ แอปริคอท แพร์ มะม่วง ส้มโอ สับปะรด เสาวรส เห็ดแปรรูป และสินค้าที่สามารถเก็บไว้รับประทานในฤดูหนาวได้ โดยในฤดูหนาวโควตานำเข้าสินค้าเกษตรของสวิสจะเพิ่มสูงขึ้นมาก 7. รักษาคุณภาพและอุปทานการผลิตให้สม่ำเสมอ 8. พัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตลาดต้องการ 9. จัดตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกให้ครบถ้วนสมบูรณ์ 10. ติดต่อสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสวิสเพื่อขอคำแนะนำต่างๆ 11. ประสานงานกับหน่วยงานตรวจสอบและออกใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 12. การแนะนำสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดสวิสครั้งแรกๆ ควรติดต่อผ่านผู้นำเข้า แทนการติดต่อกับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารในสวิสโดยตรง เนื่องจากผู้นำเข้าจะให้ข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออก เช่น เงื่อนไขของตลาดสวิส คุณภาพ มาตรฐานที่ตลาด สวิสต้องการ ข้อจำกัดในการเข้าตลาด การปิดฉลากสินค้าและอื่นๆ ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารก็ต้องการให้มีผู้นำเข้าหรือคนกลางเป็นผู้จัดหาสินค้า ให้แทนการนำเข้าโดยตรง เพื่อลดความยุ่งยากด้านการขออนุญาตนำเข้า เอกสารการนำเข้า การควบคุมสินค้าให้ส่ำเสมอและอื่นๆ ซึ่งภาระเหล่านี้ผู้นำเข้าหรือคนกลางสามารถดำเนินการเรื่องต่างๆ เหล่านี้แทนได้ดีกว่า
แหล่งข้อมูล : กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์
|
คอมเมนต์
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds