top
logo

ประเทศเนเธอร์แลนด์

ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในเนเธอร์แลนด์

เนเธอร์แลนด์เป็นผู้นำด้านการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์และเป็นผู้ส่งออก สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส แม้ตลาดจะขยายตัวสูงแต่ตลาดมีขนาดเล็ก พื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในเนเธอร์แลนด์มีเพียง 1.4% ของ พื้นที่การเกษตรทั้งหมด และการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์มีเพียง 1% ของค่าใช้จ่ายการบริโภคในครัวเรือน
ก่อนทศวรรษ 1990 สินค้าเกษตรอินทรีย์มีจำหน่ายในร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะ หรือเกษตรกรจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง ตั้งแต่ปี 2541 ซูเปอร์มาเก็ตในเนเธอร์แลนด์เริ่มจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์หลังจากที่ผู้ บริโภคเริ่มตระหนักถึงความปลอดภัยของการบริโภคอาหารและรัฐบาลได้ส่งเสริมให้ เกษตรกรปรับการผลิตระบบเข้าสู่วิธีเกษตรอินทรีย์

การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในเนเธอร์แลนด์
การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในปี 2543 ในเนเธอร์แลนด์มีดังนี้
naturland11

สินค้าที่ผลิต ประกอบด้วย ผัก 24.0% ผลไม้ 5.2% พืชอื่นๆ 24.0% ปศุสัตว์ 42.5% เห็ด 4.3% ผักผลไม้มีสัดส่วน 30% ของการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในเนเธอร์แลนด์ สินค้าที่มีอัตราการขยายตัวของการผลิตสูง คือ เห็ด ซึ่งมีปริมาณการผลิตเห็ดอินทรีย์ 130-150 ตัน/สัปดาห์ หรือ 3% ของการผลิตเห็ดของประเทศ สินค้าปศุสัตว์เกษตรอินทรีย์ที่มีสัดส่วนสูง คือ นม มีมูลค่าการจำหน่าย 46 ล้านกิลเดอร์ สัดส่วน 2.3% ของความต้องการของตลาด รัฐบาลมีเป้าหมายขยายพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น 5% ในปี 2548 และเพิ่ม 10% ในปี 2553
nathernand1

การผลิตผักผลไม้อินทรีย์ในเนเธอร์แลนด์มีปริมาณ 65,000 ตัน มูลค่า 70  ล้านกิลเดอร์ พื้นที่ 2,100 เฮคตาร์ เป็นพื้นที่ปลูกผัก 1,800 เฮคตาร์ ปลูกผลไม้ 260     เฮคตาร์ และเรือนเพาะชำ 40 เฮคตาร์ผักอินทรีย์ มีทั้งปลูกในพื้นที่โล่งและปลูกในเรือนเพาะชำ ปลูกในพื้นที่โล่ง 300 ราย พื้นที่ 1,800 เฮคตาร์ (5% ของพื้นที่ปลูกผักทั้งหมด) ผลผลิตรวม 50,000 ตัน   ผักที่ผลิต คือ หัวหอม (400 เฮคตาร์) แครอท (220 เฮคตาร์) ปลูก Butter-bean ดอกกะหล่ำ Chicory บร๊อกโคลี กะหล่ำปลี (ขาวและแดง) Leek และ Endive ผลผลิต  สินค้าเกษตรอินทรีย์โดยเฉลี่ยมีอัตรา 70-90% ของผลผลิตสินค้าปกติ ผักที่ปลูกในเรือนเพาะชำมีกระจายทั่วเนเธอร์แลนด์ ผลผลิตรวมมีมูลค่า 20 ล้านกิลเดอร์ ผักที่ปลูกในเรือนเพาะชำส่วนใหญ่ คือ มะเขือเทศพันธุ์ต่างๆ (8 เฮคตาร์) แตงกวา (8 เฮคตาร์) พริก (Paprika พื้นที่ปลูก 5 เฮคตาร์)
ผลไม้อินทรีย์ที่ผลิตในเนเธอร์แลนด์ส่วนใหญ่ คือ แอปเปิล (180 เฮคตาร์) ผลผลิตประมาณ 4,000 ตัน มูลค่าผลผลิต 8 ล้านกิลเดอร์ มีสัดส่วนเพียง 2% ของแอปเปิลที่ผลิตในเนเธอร์แลนด์ รองลงมา คือ แพร์ การผลิตแอปเปิลในเนเธอร์แลนด์เติบโตช้ากว่าประเทศอื่นในยุโรป เนื่องจากเกษตรการยังไม่สามารหาวิธีป้องกันแมลงได้ ทำให้ผลผลิตต่ำเมื่อเทียบกับการผลิตแบบดั้งเดิม และตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ประกาศห้ามใช้ทองแดงในการผลิต รวมทั้งราคาแอปเปิลตกต่ำ จึงไม่จูงใจให้เกษตรกรปรับการผลิตแอปเปิลสู่ระบบเกษตรอินทรีย์

naturland22

นโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์
รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จัดสรรงบประมาณจำนวนเงิน 116 ล้านกิลเดอร์ตามแผน “Plan of Action 1997-2000” ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ และนโยบาย “An organic market to win” ในปี 2544-2547 ใช้งบประมาณ 277 ล้านกิลเดอร์ โดยมีเป้าหมายให้การผลิตและการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เป็น 10% ในปี 2553 มาตรการต่างๆ ที่ใช้ ประกอบด้วย การ  ส่งเสริมการบริโภค การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ผลิต คนกลางและผู้ค้าปลีก การปรับการผลิตให้สนองความต้องการของตลาด และให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน เช่น ลดภาษี   มูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น

ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในเนเธอร์แลนด์
ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในเนเธอร์แลนด์มีมูลค่า 700-800 ล้านกิลเดอร์/ปี ผู้ที่มีบทบาทในการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอดีต คือ ร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะ ซูเปอร์มาเก็ต ตลาดนัด และเกษตรกรจำหน่ายเองที่ฟาร์ม ปัจจุบันซูเปอร์มาเก็ตมีบทบาทในการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์มากที่สุด เนื่องจากในเนเธอร์แลนด์ มีซูเปอร์มาเก็ตถึง 5,500 แห่ง และผู้บริโภคส่วนใหญ่ (60%) ซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์จากซูเปอร์มาเก็ต ซื้อจากร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะ 30 % และซื้อจากเกษตรกร 10% ร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ก็พยายามปรับปรุงตกแต่งร้านให้ดูทันสมัย เพื่อดึงดูดลูกค้า และรวมตัวตั้งเครือข่ายซูเปอร์มาเก็ตขนาดเล็กที่จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะ (Natuurwinkel Organisatie-NWO) หรือ De Groene Passage (The Green passage)
ตลาดผักผลไม้อินทรีย์ที่ผลิตในเนเธอร์แลนด์ 2 ใน 3 (ประมาณ 42,000 ตัน)  ส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี เดนมาร์ก สวีเดน เหตุผลหนึ่งมาจากการที่ผู้ผลิตในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งมีประมาณ 40,000-45,000 ตัน/ปี และผู้บริโภคในต่างประเทศยินดีจ่ายค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในราคาสูงกว่าตลาด ในประเทศ สินค้าเกษตรอินทรีย์ 1 ใน 3 (23,000 ตัน) ที่จำหน่ายในประเทศส่งผ่านช่องทางการค้าปลีก สินค้ามีจำหน่ายทั้งปี ราคาและคุณภาพคงที่ สินค้าที่จำหน่าย คือ มันฝรั่ง หัวหอม แครอท เห็ด กะหล่ำปลี ผักกาด แตงกวา กีวี แอปเปิล แพร์

ราคาจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในเนเธอร์แลนด์
สินค้าเกษตรอินทรีย์มีราคาสูงกว่าสินค้าธรรมดา 0-200% ขึ้นกับสินค้า ฤดูกาลและสาขาที่จำหน่าย

naturland33

ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในเนเธอร์แลนด์

naturland45

ผู้บริโภคในเนเธอร์แลนด์ส่วนใหญ่รู้จักสินค้าเกษตรอินทรีย์ แต่ไม่เข้าใจว่าฉลาก สินค้าเกษตรอินทรีย์หมายถึงอะไร และไม่เห็นประโยชน์ของการรับรองสินค้าด้วยฉลากเกษตรอินทรีย์ กระทรวงเกษตรฯของเนเธอร์แลนด์ (Ministry of Agriculture, Nature Management and Fisheries) จำแนกผู้บริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

naturland77

ปัจจัยที่สนับสนุนให้ผู้บริโภคสนใจสินค้าเกษตรอินทรีย์มาจากเหตุผลด้าน สุขภาพ 50% สิ่งแวดล้อม 30% รสชาติ 20% แต่ก็มีข้อจำกัดด้านราคา ผลผลิตไม่เพียงพอ ความไม่คุ้นเคยกับฉลาก EKO-label และช่องทางการจำหน่าย ทำให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ใน  เนเธอร์แลนด์ได้รับความสนใจน้อยกว่าตลาดอื่นในสหภาพยุโรป
naturland88
การนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของเนเธอร์แลนด์
ใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เป็นระเบียบหนึ่งที่ต้องปฏิบัติในการนำเข้า สินค้าเกษตรอินทรีย์ตามกฎ Council Regulation (EEC) No. 2092/91 ควบคู่กับเอกสารในการนำเข้าสินค้า แต่อุปสรรคใหญ่ในการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของเนเธอร์แลนด์ คือ การขนส่งและการเก็บรักษาผักผลไม้ กระทรวงเกษตรฯของเนเธอร์แลนด์แต่งตั้ง SKAL เป็นหน่วยงานรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในเนเธอร์แลนด์ สินค้าที่ผ่านการรับรองจะได้ติดฉลาก EKO-label
บริษัทดัทช์มีบทบาทสำคัญในการนำเข้า/ส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหภาพ   ยุโรป โดยสินค้าที่เนเธอร์แลนด์นำเข้า 80% ส่งออกไปยังประเทศอื่นในสหภาพยุโรป    ในขณะที่เนเธอร์แลนด์เป็นตลาดเล็ก เช่น EOSTA ผู้ค้าผักผลไม้อินทรีย์รายใหญ่ที่สุด ของเนเธอร์แลนด์ รายได้ 95% มาจากการค้านอกประเทศซึ่งมีตลาดหลักอยู่ที่ เยอรมนี สหราชอาณาจักร สแกนดิเนเวีย และสหรัฐอเมริกา

เนเธอร์แลนด์นำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อบริโภคในประเทศปีละ 17,000-22,000 ตัน โดยการนำเข้าผลไม้มีสัดส่วน 60% และการนำเข้าผักมีสัดส่วน 40% ของความต้องการในประเทศ นำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของเนเธอร์แลนด์ส่วนใหญ่นำเข้าเพื่อตลาด ยุโรปมากกว่านำเข้าเพื่อตลาดเนเธอร์แลนด์ เนื่องจากเนเธอร์แลนด์เป็นตลาดเล็ก ผู้นำเข้าที่มีบทบาทในตลาด คือ Eosta ส่วนแบ่งตลาด 25%, Zann (21%), Odin (12%), Nautilus (11%), Bick (5%), Greenery (1.5%) สินค้าเกษตรอินทรีย์ภายใต้เครื่องหมายการค่ Greenery จัดจำหน่ายโดย Disselkoen Organic BV นอกจากนี้ยังมี Trabana ผู้เชี่ยวชาญด้านการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ประเภทผลไม้เมืองร้อน โดยเฉพาะกล้วยซึ่งมีสัดส่วนตลาดกล้วยอินทรีย์ 20% ของตลาดกล้วยอินทรีย์ในสหภาพยุโรป
ข้อจำกัดในการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของเนเธอร์แลนด์ คือ ผู้บริโภคยังไม่ เต็มใจจ่ายค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีราคาสูงกว่าสินค้าธรรมดา 20% บางสินค้าอาจสูงถึง 200% ทำให้อุปสงค์ของสินค้าเกษตรอินทรีย์ไม่ขยายตัวเท่าที่ควร และผักอินทรีย์ที่ปลูก ในเนเธอร์แลนด์ทั้งที่ปลูกในที่แจ้งและปลูกในเรือนเพาะชำ เช่น พริกหวาน มะเขือเทศและแตงกวา ก็มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจนเพียงพอกับความต้องการของตลาด ทั้งนี้ เนื่องมาจากการสนับสนุนของรัฐบาลในการปรับเปลี่ยนการผลิตเข้าสู่ระบบเกษตร อินทรีย์ ทำให้เนเธอร์แลนด์เป็นผู้ส่งออกผักอินทรีย์รายใหญ่ในสหภาพยุโรป เนเธอร์แลนด์จึงไม่สนใจ นำเข้าผักอินทรีย์ แต่ก็ยังมีโอกาสสำหรับผักผลไม้นอกฤดูหรือผักผลไม้เมืองร้อน และเลือกนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีระยะทางการขนส่งใกล้ โดยมีคำขวัญในกลุ่มของผู้นำเข้าว่า “นำเข้าจากประเทศที่อยู่ใกล้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และนำเข้าจากประเทศที่อยู่ไกลเท่าที่จำเป็น”

โอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในเนเธอร์แลนด์
โอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในเนเธอร์แลนด์ คือ การส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายให้ซูเปอร์มาเก็ตในเนเธอร์แลนด์ เนื่องจากซูเปอร์มาเก็ตต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีจำนวนมากพอสำหรับการ จำหน่ายตลอดทั้งปี โดยสินค้าต้องมีคุณภาพและราคาคงที่  ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าไม่กี่รายการที่มีคุณสมบัติตามที่ซูเปอร์มาเก็ตต้องการ เนื่องจากราคาไม่สัมพันธ์กับคุณภาพ ผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพและราคาแข่งขันได้จะสามารถเข้าตลาด ซูเปอร์มาเก็ตในเนเธอร์แลนด์ได้ โดยเฉพาะผลไม้เมืองร้อน เช่น กล้วย มะม่วงและสับปะรด
โดยสรุป ตลาดสินค้าเกษตรอินทร์ของเนเธอร์แลนด์เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงปลายทศวรรษ 1990 มีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ย 30% ต่อปี จากการที่รัฐบาลพยายามสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์และส่งเสริมการ บริโภคสินค้าที่ติดฉลากสินค้าเกษตรอินทรีย์ EKO-keurmerk สินค้าเกษตรอินทรีย์ในเนเธอร์แลนด์มีราคาสูงกว่าสินค้าธรรมดา 30% ช่องทางที่มีโอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ คือ ซูเปอร์มาเก็ต และการใช้เนเธอร์แลนด์ยังเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปยังประเทศอื่นใน สหภาพยุโรป

แหล่งข้อมูล : กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์

 

 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


bottom

Copyright © 2009 Organic Agriculture Association of Thailand (OAT). Joomla! is Free Software released under the GNU/GPL License.