|
ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอิตาลี อิตาลีเป็นประเทศที่ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์เติบโตอย่างรวดเร็วในสหภาพยุโรป เนื่องจากได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาลในอัตราสูง แต่การผูกขาดการนำเข้า ทำให้ผู้นำเข้าในอิตาลีนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้ยาก การค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ใน อิตาลีจึงมีลักษณะเป็นการค้าสามประเทศ
การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอิตาลี ในปี 2542 อิตาลีมีผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ 49,000 รายและในปี 2543 มี พื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ 1,040,377 เฮคตาร์ มากที่สุดในสหภาพยุโรป สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการสนับสนุนในอัตราสูง คือ ธัญพืชและหญ้าเลี้ยงสัตว์ สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการสนับสนุนน้อย คือ พืชสวนและผลไม้ ซึ่งไม่คุ้มกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเปลี่ยนการผลิตเข้าสู่ระบบเกษตร อินทรีย์ ทำให้ผู้ประกอบการมีผลการดำเนินการขาดทุน และราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์ก็ไม่ต่างจากสินค้าปกติมากทั้งยังจะมีแนวโน้มลด ลง เนื่องจาก ผู้ประกอบการรายใหญ่หันมาผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ผลไม้อินทรีย์ที่ผลิตในอิตาลีส่วนใหญ่ คือ ผลไม้ประเภทส้ม (Citrus) เช่น Lemons และ Oranges แอปเปิล พีช ผักอินทรีย์ที่ผลิต ได้แก่ มะเขือเทศ แครอท ผักกาด ดอกกะหล่ำ หัวหอม ยี่หร่า เป็นต้น ผู้ผลิตผลไม้อินทรีย์มีการรวมกลุ่มเป็น สหกรณ์ใหญ่ 2 กลุ่ม คือ CONERPO และ APOFRUIT การผลิตผลไม้อินทรีย์มีแนวโน้มขยายตัวขึ้น การบริโภคผลไม้อินทรีย์ในอิตาลีก็มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ย 40% ต่อปี
นโยบายของรัฐบาลอิตาลีในการส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์ อิตาลีใช้นโยบายกลางของสหภาพยุโรปในการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ (EC Reg. 1257/99) ใช้งบประมาณ 175.2 ล้านยูโร พัฒนาพื้นที่ 539,528 เฮคตาร์ ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ (เฉลี่ย 325 ยูโรต่อเฮคตาร์) เหตุผลสำหรับการสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ คือ ในอดีตไม่มีการสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็ก ไม่มี ข้อมูลทางเทคนิคสนับสนุนการปรับเปลี่ยนการผลิตสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ และการผูกขาดการนำเข้าซึ่งผู้นำเข้าต้องกรอกเอกสารมากมาย และจากการที่การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นการผลิตที่ไม่ใช้สารที่เป็น อันตรายต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม รัฐบาลอิตาลีจึงเก็บภาษีการนำเข้าสารเคมีเป็นพิษที่ใช้ในการเกษตรและ นำรายได้จากภาษีนี้มาสนับสนุน ผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์
ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอิตาลี ไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนสำหรับการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอิตาลี แต่ประมาณการว่ามีมูลค่า 2,038,000 ล้านลีร์ต่อปี (1.1 ล้านยูโร) อิตาลีส่งออกผักผลไม้อินทรีย์ทั้งสดและที่เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปประมาณ 50% ของผลผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศ ตลาดส่งออกหลัก คือ ยุโรปเหนือและสวิตเซอร์แลนด์ และนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์จากต่างประเทศ 17,000 ตันต่อปี มูลค่า 35,000 ล้านลีร์ โดยสินค้าที่นำเข้าเป็นหลัก คือ กล้วย ซึ่งมีสัดส่วน 55% ตลาดผักผลไม้อินทรีย์ในอิตาลีมีมูลค่า 550,000 ล้านลีร์ หรือ 27% ของตลาด สินค้าเกษตรอินทรีย์ การค้าผลไม้อินทรีย์มีปริมาณ 474,000 ตัน และการค้าผักอินทรีย์มีปริมาณ 44,000 ตัน ผักผลไม้อินทรีย์ส่วนใหญ่จำหน่ายผ่านช่องทางตลาดผักผลไม้ดั้งเดิม เช่น BRIO (มียอดจำหน่ายผักผลไม้อินทรีย์ 31,000 ล้านลีร์) ECOR (30,000 ล้านลีร์) APOFRUIT (30,000 ล้านลีร์) CONERPO (13,000 ล้านลีร์) MUSTIOLA (30,000 ล้านลีร์) ซึ่งกิจการเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นคนกลางทั้งนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตร อินทรีย์ APOFRUIT และ CONERPO มีส่วนแบ่งตลาดใหญ่สำหรับผลไม้ประเภทส้ม มีส่วนแบ่งตลาดรวมกัน 63% จำหน่าย Oranges 150,000 ตัน และ Lemons 100,000 ตัน/ปี มูลค่าการขายปลีกอาหารในอิตาลีในปี 2543 มีดังนี้ มูลค่า : ล้านลีร์

ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอิตาลี ก่อนปี 2536 สินค้าเกษตรอินทรีย์มีจำหน่ายในร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะซึ่ง มี 750 แห่ง โดยร้านเหล่านี้รับสินค้าโดยตรงจากฟาร์ม หรือฟาร์มจำหน่ายสินค้าเองในตลาดแบบเปิด ซูเปอร์มาเก็ตจะจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ประเภทพาสตาและซ้อสมะเขือเทศเท่า นั้น แต่หลังจากปี 2536 เป็นต้นมา Brio ซูเปอร์มาเก็ตที่มีสหกรณ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ 5 สหกรณ์เป็นเจ้าของเริ่มจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในซูเปอร์ มาเก็ต Coop การทดสอบตลาดมีผลทางบวก ปริมาณการจำหน่ายผักผลไม้อินทรีย์ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 10% ในปี 2534 Brio มีสินทรัพย์ 1,000 ล้านลีร์ มียอดขายรวม 31,000 ล้านลีร์ สินค้าเกษตรอินทรีย์มีสัดส่วน 1% ของยอดขาย ปัจจุบันมีซูเปอร์ มาเก็ต 1,400 แห่งจากทั้งหมด 6,200 แห่ง จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ภายใต้เครื่องหมายการค้าของตนเอง ซูเปอร์มาเก็ตที่มีบทบาทสำคัญในตลาดอิตาลี คือ Auchan/SMA, A & O ของ ฝรั่งเศส Billa, Colmark, Conad, Coop, Crai, Despar, Esselunga ของออสเตรีย นอกจากนี้ Carrefour, GS, II Gigante, Iper, Pam ของฝรั่งเศส เริ่มให้ความสำคัญกับการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ในปี 2543 ซูเปอร์มาเก็ตมีบทบาท 45% ในการจำหน่าย สินค้าเกษตรอินทรีย์ รองลงมา คือ ร้านจำหน่ายอาหารเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะ 40% และเกษตรกรจำหน่ายเองโดยตรง 15% ผักผลไม้เกษตรอินทรีย์ ผู้ที่มีบทบาทในตลาด คือ ซูเปอร์มาเก็ต 40% ร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะ 40% และเกษตรกรจำหน่ายเอง 20%
 การบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอิตาลี การบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอิตาลีมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของค่าใช้จ่ายใน ครัวเรือน เหตุผลที่สินค้าเกษตรอินทรีย์ไม่ได้รับความนิยมแพร่หลายในอิตาลี เนื่องจากผู้บริโภคยังขาดข้อมูลและยังสับสนกับข้อมูลสินค้าเกษตรอินทรีย์ ว่าเป็นสินค้าที่ “ธรรมชาติ” หรือ “ใช้สารเคมีน้อยที่สุด” หรือ “ไม่ใช้สารเคมีเลย” หรือ “ใช้สารชีวภาพเท่านั้น” และผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ คือ สินค้าที่ผลิตในอิตาลีเท่านั้น และ ไม่ทราบว่าสินค้านำเข้าก็สามารถติดฉลาก “เกษตรอินทรีย์” ได้ ซึ่งรัฐบาลก็มีมาตรการส่งเสริมให้อุปสงค์สินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศขยาย ตัวขึ้น โดยประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้ผู้บริโภค เข้าใจ และกำหนดเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้เป็น 5% ในปี 2553 มูลค่า 10,000 ล้านลีร์ โดยรักษาระดับราคาไม่ให้แตกต่างจากราคาในปัจจุบัน
ราคาจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอิตาลี สินค้าเกษตรอินทรีย์ในอิตาลีมีราคาสูงกว่าสินค้าปกติ 50-200% ผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินเพิ่มสำหรับผักอินทรีย์มากกว่าจ่ายเงินเพิ่มให้ผลไม้ อินทรีย์ โดยเฉพาะ แครอท หัวหอม กระเทียมและมันฝรั่ง แต่ผลไม้อินทรีย์ที่นำเข้าบางชนิด เช่น กล้วย มีราคาสูงกว่าสินค้าปกติ 100-200% ร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในราคา ที่สูงกว่าซูเปอร์มาเก็ตหรือไฮเปอร์มาเก็ต แต่คุณภาพสินค้าต่างกันมาก ราคายังขึ้นกับ ฤดูกาล ซึ่งร้านจำหน่ายสินค้ารายเล็กจะไม่เก็บสำรองผลไม้นอกฤดูเนื่องจากมีค่าใช้ จ่ายสูง ราคาจำหน่ายผักผลไม้อินทรีย์ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคมซึ่งมีการซื้อ-ขายมาก ที่สุด (ข้อมูลปี 2543) มีดังนี้ ราคา : ลีร์/กก.

การนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของอิตาลี ตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่นำเข้าจากต่างประเทศต้องมีมาตรฐานเท่าเทียมกับ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรป รัฐบาลอิตาลีจึงได้จัดทำคู่มือการนำเข้าสินค้าที่จะติดฉลากเกษตรอินทรีย์ไว้ โดยผู้นำเข้าต้องยื่นแบบฟอร์มขออนุญาตต่อกระทรวงนโยบายเกษตรของอิตาลี (Ministry of Agricultural Policies) และแจ้งชื่อหน่วยงานตรวจสอบจาก 9 หน่วยงานที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงฯ ประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปที่มีข้อตกลงกับสหภาพยุโรปแล้วสามารถ ส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปยังอิตาลีได้ แต่ประเทศที่ยังไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีของสหภาพยุโรป ผู้นำเข้าในสหภาพยุโรป ต้องยื่นแบบฟอร์มพิเศษ ถ้าหน่วยงานตรวจสอบอยู่ในสหภาพยุโรปจะตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ระบบเกษตรอินทรีย์ ของประเทศผู้ส่งออก แต่ถ้าหน่วยงานตรวจสอบไม่ได้อยู่ในสหภาพยุโรป ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าระบบเกษตรอินทรีย์ในประเทศผู้ส่งออกมีมาตรฐานเท่าเทียม กับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรป หน่วยงานตรวจสอบต้องส่งรายงานการผลิต การเก็บเกี่ยวหรือการแปรรูป ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เส้นทางถนนที่เข้าถึงพื้นที่เพาะปลูก และประเภทธุรกิจ แผนผังของพื้นที่เพาะปลูกทั้งเกษตรอินทรีย์และสินค้าปกติ พืชที่เพาะปลูก เทคนิคการผลิต เช่น ปุ๋ย ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ป้องกันผลผลิต ชื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วันที่เข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ และสถานภาพ 3 ปีก่อน ที่จะเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งในทางปฏิบัติทำได้ยากมาก เนื่องจากรัฐบาลอิตาลีบริหารประเทศแบบสมบูรณาญา สิทธิราชย์ ช่วงปี 2537-2543 มีผู้ขออนุญาตนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ 118 ราย อนุญาตเพียง 59 ราย ผู้นำเข้าหลายรายหลีกเลี่ยงปัญหาด้วยการนำเข้าผ่านประเทศที่สามในสหภาพยุโรป เช่น นำเข้าลูกเกดของตุรกี หรือกล้วยของอูกานดาผ่านเยอรมนีหรือ เนเธอร์แลนด์ แต่ก็มีการนำเข้ากล้วยโดยตรงจากโคลัมเบียเท่านั้น หน่วยงานตรวจสอบและออกใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไม่ค่อยสนใจตลาดสินค้า เกษตรอินทรีย์ในอิตาลีแม้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอิตาลีจะขยายตัวอย่างรวด เร็ว แต่ขนาดของตลาดยังเล็ก และด้วยสาเหตุที่ต้องทำการค้าผ่านประเทศที่สาม จึงหาทางออกด้วยการร่วมลงทุนในประเทศแถบเมดิเตอเรเนียน เช่น อียิปต์ เพื่อตรวจสอบสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่นำเข้าจากประเทศในแถบนั้นแทน ประมาณการว่าอิตาลีนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์จากต่างประเทศปีละ 17,000 ตัน ผลไม้อินทรีย์ที่นำเข้า คือ กล้วย แอปเปิล กีวี สตรอเบอรี อะโวกาโด มะม่วง มะละกอ สับปะรด ถั่วเมล็ดแห้ง และ Sultanas ผักอินทรีย์ที่นำเข้า คือ แครอทและหัวหอม มีสัดส่วนรวม 75% ตามด้วยมันฝรั่ง กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ และ มะเขือ ผู้นำเข้าผักผลไม้อินทรีย์รายใหญ่ของอิตาลี คือ ECOR, BRIO, APOFRUIT, VEROBIOFRUTTA, SWEET และมีผู้นำเข้าที่มีความชำนาญเฉพาะสินค้าหรือเฉพาะแหล่งที่นำเข้า คือ ADRIAFRUIT ซึ่งนำเข้ากล้วยอินทรีย์โดยเฉพาะ และ ORGANICSUR นำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์จากโคลัมเบียและอาร์เจนตินาโดยเฉพาะเท่านั้น ผู้นำเข้าอื่นๆ คือ ผู้ค้าส่งซึ่งนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์แปรรูป และผู้ผลิตสินค้าแปรรูปที่ นำเข้าวัตถุดิบเกษตรอินทรีย์โดยตรง ADRIAFRUIT เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดของอิตาลี นำเข้ากล้วยจากต่างประเทศโดยใช้เครื่องหมายการค้า “Bio Adria” สำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ บริษัทนำเข้าสินค้าโดยเฉลี่ย 5 ตู้/สัปดาห์ (1,000 กล่อง/ตู้ น้ำหนัก 18.14 กก./กล่อง รวม 90.7 ตัน/สัปดาห์) นำเข้าจากเอกวาดอร์และเปรูผ่านผู้นำเข้าในสหภาพยุโรป กล้วยธรรมดามีราคา 20,000-30,000 ลีร์/กล่อง แต่กล้วยอินทรีย์มีราคาคงที่ 38,000 ลีร์/กล่อง (รวมภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม) ราคาสูงกว่ากล้วยธรรมดา 43-82% บริษัทนำเข้าแพร์นอกฤดูจากอาร์เจนตินาปีละ 43 ตัน โดยนำเข้าผ่านผู้นำเข้าสินค้าอื่นในอิตาลี นอกจากนี้ยังสนใจจะนำเข้า สับปะรด มะม่วง และมะเขือเทศเชอรี ORGANICSUR นำเข้ากล้วยอินทรีย์จากโคลัมเบียปีละ 1,300 ตัน และมีฟาร์ม ในอาร์เจนตินาพื้นที่ 155 เฮคตาร์ บริษัทได้รับอนุญาตาจาก Ministry of Agricultural Policies ให้นำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์จากผู้ผลิตในต่างประเทศได้โดยตรง ซึ่งการนำเข้าของบริษัทขยายตัวโดยเฉลี่ย 50% ต่อปี ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และสนใจที่จะนำเข้าจากแหล่งผลิตใหม่ๆ มากขึ้น

VEROBIOFRUTTA นำเข้าผลไม้จากฟาร์มของตนเองในอาร์เจนตินา (พื้นที่ 10 เฮคตาร์) ผลิตแอปเปิล 400 ตัน แพร์ 200 ตัน และกำลังขยายกำลังการผลิตแพร์ให้มีต้นทุนเท่าการผลิตแอปเปิล เพื่อสนองความต้องการแพร์ในอิตาลี ECOR นำเข้ากล้วยปีละ 400 ตัน แอปเปิล 200 ตัน BRIO นำเข้ากล้วยปีละ 580 ตัน แครอท 460 ตัน หัวหอม 340 ตัน มันฝรั่ง 200 ตัน แพร์ 450 ตัน ทั้ง ECOR และ BRIO ไม่ได้นำเข้าโดยตรง ส่วน SWEET นำเข้าถั่วและผลไม้แห้ง เช่น Sultanas และ แอปริคอต ประมาณการการนำเข้าผักผลไม้อินทรีย์ของอิตาลีในแต่ละมีมีดังนี้ ปริมาณ : ตัน มูลค่า : ล้านลีร์

โอกาสสำหรับตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอิตาลี 1. ช่วงที่ผลผลิตในอิตาลีออกสู่ตลาด อิตาลีจะนำเข้าผักผลไม้จากต่างประเทศน้อย เช่น Lemons ซึ่งมีผลิตมากในอิตาลีและเป็นสินค้าส่งออกหลักของอิตาลี ส่วนผู้ผลิตสินค้าแปรรูปต้องการวัตถุดิบราคาถูกกว่าที่ผลิตในอิตาลี เช่น มะเขือเทศ แครอท เซเลอรี รวมทั้งน้ำผลไม้เข้มข้น (Concentrated juice) ซึ่งจะมีลู่ทางดีในการส่งออกไปยังอิตาลี 2. ผู้นำเข้าสินค้าทั้งในอิตาลีและในประเทศอื่นที่อิตาลีนำเข้าต้องการความมั่น ใจว่าสินค้าที่นำเข้ามีคุณภาพ มาตรฐานและสามารถตรวจสอบกลับได้ 3. ซูเปอร์มาเก็ตและไฮเปอร์มาเก็ตในอิตาลีไม่ได้นำเข้าเองโดยตรง แต่สั่งสินค้าผ่านผู้ค้าส่งรายใหญ่เป็นซึ่งเป็นผู้นำเข้า ผู้นำเข้าบางราย เช่น BRIO และ ECOR รวมตัวกันตั้งสหกรณ์ทำสัญญาระยะกลางถึงระยะยาวกับผู้ผลิตทั้งในประเทศและ ต่างประเทศซึ่งจะทำให้มีการแข่งขันกันมากขึ้นในอนาคต 4. ปัจจุบันสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอิตาลียังคงจำหน่ายในช่องทางการค้าปกติของ อิตาลี โดยราคาไม่แตกต่างจากสินค้าทั่วไป สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตในอิตาลีส่งออก 50-70% ของปริมาณที่ผลิต แต่สินค้าที่มีความต้องการสูงในประเทศ เช่น หัวหอม แครอท แอปเปิลและแพร์ก็ไม่สามารถปลูกด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์ได้ง่ายๆ เนื่องจากเกษตรกรยังขาดข้อมูลและขาดที่ปรึกษา สินค้าที่ผลิตได้จึงมีต้นทุนสูงเนื่องจากความไม่มี ประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่นำเข้าจึงมีโอกาสในตลาดสูงกว่า โดยเฉพาะผลไม้เมืองร้อน เช่น กล้วย สับปะรด อะโวคาโด มะพร้าว ประเทศที่มีโอกาสตลาดสูง คือ ประเทศแถบ เมดิเตอเรเนียน เช่น ตุรกี อียิปต์ ตูนีเซียและลิเบีย หากระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หมดไป เนื่องจากประเทศเหล่านี้ผลิตสินค้าได้หลากหลาย เช่น มะกอก พืชเส้นใย น้ำผลไม้เข้มข้น และมะเขือเทศกระป๋อง นอกจากนี้การต่อต้านสินค้าตัดแต่งพันธุกรรม (Genetically modified organisms-GMOs) ในการผลิตอาหารและไม่จัดว่าเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ จึงเป็นโอกาสดีต่อประเทศกำลังพัฒนาที่จะส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปยัง อิตาลี 5. การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช่สินค้าแปรรูปส่วนใหญ่ใช้แรงงานเป็น ปัจจัยหลักในการผลิต ประเทศกำลังพัฒนาที่มีค่าแรงถูกกว่าจะได้เปรียบในการส่งออกสินค้าเกษตร อินทรีย์ไปยังอิตาลีและสหภาพยุโรป แต่ข้อจำกัดมากมาย เช่น ตลาดเล็ก การกีดกันที่ไม่ใช้ภาษี การตรวจสอบกลับ การควบคุม GMOs จะทำให้ผู้ส่งออกในประเทศกำลังพัฒนาไม่มีกำไร
แหล่งข้อมูล : กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์
|
คอมเมนต์
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds