| ประเทศสหรัฐอเมริกา |
|
ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐอเมริกา (คลิ๊กดาวน์โหลด ดูข้อมูลตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐอเมริกา เพิ่มเติม) สหรัฐฯเป็นทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสินค้าเกษตร โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ผลิต สินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น 44% พื้นที่เพาะปลูกสินค้าเกษตรอินทรีย์ขยายตัวขึ้น 100% ซูเปอร์มาเก็ตรายใหญ่จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ปัจจุบันซูเปอร์มาเก็ตมีบทบาทในการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ถึง 42% นอกจากนี้ยังมีร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์และอาหารธรรมชาติกว่า 12,000 แห่ง และร้านค้าปลีกกว่า 120,000 แห่งก็มีสินค้าเกษตรอินทรีย์จำหน่ายด้วย การส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของรัฐบาลสหรัฐฯ การจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในร้านจำหน่ายอาหารธรรมชาติมีดังนี้ ผักผลไม้สดมีสัดส่วน 8.8% ของอาหารธรรมชาติที่จำหน่ายในสหรัฐฯ และมี สัดส่วน 9.7% ของอาหารที่จำหน่ายในซูเปอร์มาเก็ต ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อและ รับประทานผักผลไม้สดของผู้บริโภคในสหรัฐฯ คือ รสชาด รูปลักษณ์ที่สมบูรณ์ไม่มีตำหนิที่ผิว ความสะอาด ความสุกของผลไม้ คุณค่าทางโภชนาการ ราคา ฤดูกาล การตัดแต่ง การจัดวางสินค้าบนชั้นจำหน่ายสินค้า และสถานที่เพาะปลูก แต่ผู้บริโภคในสหรัฐฯให้ความสำคัญต่อการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์น้อยที่สุด และในระยะหลังคนอเมริกันสนใจ สุขภาพมากขึ้นสนใจ รับประทานผักผลไม้และอาหารมังสวิรัติเพิ่มมากขึ้น และมีคำขวัญ “5 A DAY” ส่งเสริมให้คนอเมริกันรับประทานผักผลไม้อย่างน้อย 5 ชิ้นต่อวันเพื่อ สุขภาพที่ดีขึ้น อัตราการบริโภคผักผลไม้ทั้งสินค้าเกษตรอินทรีย์และสินค้าธรรมดา และประเภทผักและผลไม้ที่คนอเมริกันรับประทานเพื่อสุขภาพ มีดังนี้ ชนิดของผักและผลไม้ที่คนอเมริกันเลือกรับประทานเพื่อสุขภาพ มีดังนี้ การนำเข้าผักผลไม้ของสหรัฐฯ มูลค่านำเข้าในปี 2543 หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐฯ ราคาขายปลีกสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ ข้อจำกัดและโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปตลาดสหรัฐฯ รัฐที่มีสินค้าธรรมชาติจำหน่ายส่วนใหญ่อยู่ในแคลิฟอร์เนีย เท็กซัสและฟลอริดาซึ่งมีอากาศอบอุ่นสามารถปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี รัฐอื่นนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อบริโภคในฤดูหนาว ร้านค้าปลีกต่างๆ ถ้าไม่สามารถหาสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้ก็จะจำหน่ายสินค้าปกติแทน แต่จะไม่จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพต่ำ นอกจากนี้ยังมีหลายหน่วยงานตรวจสอบคุณภาพสินค้า เช่น Fresh Produce Marketing Association มีฉลาก Price Look Up (PLU) และหมายเลขสี่ตำแหน่งติดบนสินค้าที่มีขนาด เกรด และความสดได้มาตรฐาน ผู้ที่จะส่งสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯมีข้อแนะนำในการเข้า ตลาด ดังนี้ 1. ส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายในช่วงที่สหรัฐฯผลิตสินค้านั้นไม่ได้ เช่น ในฤดูหนาว
2. ติดต่อสถานทูตสหรัฐฯหรือหน่วยงานราชการของสหรัฐฯเพื่อศึกษากฎระเบียบต่างๆ และมาตรฐานสุขอนามัยที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งผักผลไม้สดไปยังสหรัฐฯ 3. ขอใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ตาม US National Organic Standards 4. วิจัยตลาดและกระจายตลาดเป้าหมายให้หลากหลายเพื่อสร้างช่องทางตลาดใหม่ๆ 5. ติดต่อผู้นำเข้าหลายรายเพื่อเปิดโอกาสในการเจรจา เพื่อที่จะได้เลือกผู้นำเข้ารายที่สามารถดำเนินการตามความเหมาะสมกับข้อ จำกัดของผู้ส่งออกได้ดีที่สุด 6. เลือกช่องทางการขนส่งที่เหมาะสม เลือกบริษัทขนส่งที่มีประสิทธิภาพ เพื่อส่งสินค้าคุณภาพไปยังตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯมีระยะทางไกล การขนส่งต้องใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 7. เลือกเกรดสินค้าและหีบห่อให้เหมาะสม โดยเรียนรู้จากผู้นำเข้า 8. อัตราภาษีนำเข้าผักผลไม้สด ตรวจสอบได้ที่เว็ปไซต์ http://dataweb.usitc.gov 9. หน่วยงานที่ควบคุมการนำเข้าอาหารของสหรัฐฯ ประกอบด้วย - Food and Drug Administration (FDA) หน่วยงานของ Department of Health and Human Services and the Public Health Service (www.fda.gov) - Centers for Disease Control and Prevention (CDC) (www.cdc.gov) - US Department of Agriculture (USDA) (www.usda.gov) - US Customs Service, US Department of Treasury (www.customs.ustreas.gov) - Federal Trade Commission (FTC) (www.ftc.gov) การนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ต้องมีใบรับรองมาตรฐาน US National Organic Standards ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายตรวจสอบสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ การนำเข้า สินค้าเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐฯจึงดำเนินการโดยผู้นำเข้าในสหรัฐฯ และหน่วยงานตรวจสอบและออกใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐฯ ซึ่งหน่วยงานตรวจสอบ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศผู้ส่งออกสมัครเป็นผู้ตรวจสอบที่ได้รับอนุญาต จาก USDA ได้ที่ http://www.ams.usda.gov/nop/ ทั้งนี้ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในประเทศผู้ส่งออกต้องมีมาตรฐานเทียบเท่าของสหรัฐฯ วิธีดำเนินการ คือ หน่วยงานตรวจสอบในประเทศผู้ส่งออกที่รัฐบาลในประเทศอนุญาตขออนุญาตต่อ USDA หรือทำข้อตกลงพิเศษระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล เอกสารประกอบการนำเข้าผักผลไม้รวมทั้งสินค้าเกษตรอินทรีย์ประกอบด้วย
1. ใบรับรองปลอดเชื้อโรคและแมลงศัตรูพืช (Phytosanitary Certification) ซึ่งมีหน่วยงาน USDA Animal and Plant Health Inspection Service (APHIS) ควบคุม 2. ใบรับรองปลอดสารเคมี ยาฆ่าแมลง หรือมีเจือปนในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มีหน่วยงาน Environment Protection Agency (EPA) ควบคุม 3. ใบรับรองมาตรฐานคุณภาพ และเกรด มี USDA Agricultural Marketing (AMS) ควบคุม ซึ่งรวมสินค้าเกษตรอินทรีย์ด้วย คือ มะเขือเทศ อะโวคาโด มะม่วง ส้ม มันฝรั่ง หัวหอม พรุน แตงกวา ลูกเกด มะเขือม่วง มะกอกกระป๋อง วอลนัต พริกเขียว 4. หน่วยงานศุลกากรในสหรัฐฯตรวจสอบเอกสารและสินค้านำเข้า โดยผู้นำเข้าหรือตัวแทนในสหรัฐต้องยื่นเอกสารต่อศุลกากรสหรัฐฯภายใน 30 วัน ก่อนออกของผู้นำเข้ารับภาระค่าเก็บสินค้าและต้องจำหน่ายสินค้าในหมดภายใน 1 ปีนับจากวันที่ออกของ เอกสารที่ใช้ในการออกของ ประกอบด้วย แบบฟอร์ม Customs entry form 3461 หลักฐานการส่งสินค้า เช่น Bill of lading (B/L) ใบสั่งสินค้า หรือใบอนุญาตนำเข้า ใบสำแดงราคา (Commercial invoice หรือ Pro-forma invoice), Packing list, Phytosanitary Certification และเงินมัดจำที่ด่านศุลกากรเพื่อประกันการชำระภาษีนำเข้า มีข้อแนะนำเพื่อให้ผ่านพิธีการศุลกากรในสหรัฐฯให้เร็วขึ้น
1. เตรียม Packaging list ให้พร้อม และแสดงรายการสินค้าที่บรรจุในแต่ละหีบห่อ 2. ทำเครื่องหมายบนหีบห่อเพื่อให้ตรวจนับได้ง่าย 3. ระบุชื่อประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดสินค้าบนหีบห่อให้ชัดเจน 4. เตรียมเอกสารตามกฎหมาย สำหรับ อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง วัตถุมีรังสี 5. ส่ง Invoice, Packing list, Marking และฉลากให้ผู้นำเข้าสหรัฐฯล่วงหน้าเพื่อให้ตรวจสอบได้เร็วขึ้น 6. ปรึกษาหน่วยงานศุลกากรในสหรัฐฯเพื่อเตรียมหีบห่อให้ถูกกฎหมายสหรัฐฯ 7. เพิ่มระมัดระวังเพื่อป้องกันการลักลอบขนยาเสพติด 8. เข้าสู่ระบบขนส่งสินค้าอัตโนมัติ (Automated Manifest System) หากใช้ตัวแทนออกของ เลือกที่เป็นสมาชิก Automated Broker Interface (ABI) ราคานำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯจากแหล่งนำเข้าสำคัญบางแห่ง มีดังนี้
ราคานำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯจากแหล่งนำเข้าสำคัญ(ต่อ) แหล่งข้อมูล : กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์
|












